Page 1417 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 1417
๑๔๐๔
้
ร้องทุกข์หรือฟองภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระท าความผิด ตามประมวลกฎหมาย
15
อาญา มาตรา ๙๕, ๙๖ และ ๙๘ โดยแนวคิดเรื่องการก าหนดอายุความในคดีอาญามีหลักดังนี้
16
ิ
๒.๑. การที่ผู้เสียหายปล่อยเวลาให้ล่วงเลยแค่ไหน ความทรงจ าก็น้อยลงเท่านั้น ยากแก่การพสูจน์
ทั้งทางฝ่ายโจทก์และฝ่ายจ าเลย
๒.๒. เมื่อเวลาล่วงเลยไปไม่มีใครสนใจจ าเหตการณ์ที่เป็นความผิดนั้นแล้ว ย่อมไม่มีประโยชน์
อันใดที่จะรื้อฟื้นฟ้องร้อง ให้มีการพิจารณาพิพากษาลงโทษกันอีก
๒.๓. การที่ผู้กระท าความผิดหรือจ าเลยหลบหนีอยู่จนพนเวลาที่ก าหนดเวลาที่ก าหนดไว้
้
ย่อมเป็นการทรมานผู้นั้นพอสมควรเป็นการลงโทษทางหนึ่งแล้วไม่ควรได้รับโทษซ้ าอีก
๒.๔. การที่ผู้กระท าความผิดหรือจ าเลยหลบหนีอยู่ด้วยความสงบไม่กระท าความผิดให้เป็นที่
สนใจของประชาชนจนถูกจับอกจนพนระยะเวลานั้นเป็นการแสดงว่าเขาได้ระมัดระวังประพฤติตนจนไม่
้
ี
ควรได้รับโทษอีกแล้ว
๒.๕. เป็นการลงโทษผู้เสียหายที่ปล่อยปละละเลยให้เวลาล่วงไปนานจนเกินสมควร จนเป็นที่
เข้าใจว่าไม่ประสงค์จะด าเนินคดีกับผู้กระท าความผิดแล้ว
ดังนั้น การที่จ าเลยยอมรับสารภาพและได้ด าเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ โจทก์ร่วม
หรือผู้เสียหายเป็นระยะเวลานานจนล่วงพนระยะเวลาการลงโทษดังกล่าวอาจถือว่าเป็นการลงโทษจ าเลย
้
พอสมควรแล้วหรือไม่ และในคดีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอนเกิดจากการใช้เช็ค ฯ
ั
ั
เมื่อจ าเลยช าระเงินตามเช็คครบถ้วนส่งผลให้หนี้ที่ผู้ออกเช็คเพอใช้เงินนั้นได้สิ้นผลผูกพนไปก่อนศาลมี
ื่
้
ค าพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกันอันเป็นผลให้สิทธิน าคดีอาญามาฟองของโจทก์ระงับไป ดังนี้หากมูลหนี้
ื่
่
ที่จ าเลยออกเช็คเพอช าระหนี้นั้นขาดอายุความ แม้การที่เจ้าหนี้มิได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางแพงจนเป็นเหตุให้
ั
หนี้ขาดอายุความจะไม่อาจถือว่ามูลหนี้เดิมสิ้นความผูกพนโดยหนี้นั้นระงับไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวล
กฎหมายแพงและพาณิชย์ ว่ามูลหนี้ระงับไปโดยการช าระหนี้ ปลดหนี้ หักกลบลบหนี้ หรือมีการแปลงหนี้ใหม่
่
15 ระมวลกฎหมวยวอยญย วยระย ๙๕ บัญญัรธลงย “ในวดพอยญย ถ้ยวธได้ฟ้อ พกมได้รัลผู้ฎะมท ยวลยวผธดวยวั ศยก
ภยวในอยวุวลยวดั รงอไรนพ้นับพรงลันฎะมท ยวลยวผธดเร็นอันขยดอยวุวลยว
(๓) สธบรี ส ยมะับวลยวผธดร้อ ะมลย โทษา ยวุฎฎลงยมนึ่ รีถึ เา็ดรี
ถ้ยได้ฟ้อ พกมได้รัลผู้ฎะมท ยวลยวผธดวยวั ศยกพก้ล ผู้ฎะมท ยวลยวผธดมกบมนพมะือลฎกาะธร พกมศยกสั่ ดฎยะ
ธ
ิธายะายไล้านเฎธนฎ ยมนดดั ฎกงยลพก้ลนับพรงลันทพ่มกบมนพมะือลันทพ่ศยกสั่ ดฎยะิธายะาย ฎ็ใม้ถือลงยเร็นอันขยดอยวุวลยว
เชงนเดพวลฎันฎัน”
วยระย ๙๖ บัญญัรธลงย “ภยวใร้บั วับ วยระย ๙๕ ในฎะาพวลยวผธดอันวอววลยวได้ ถ้ยผู้เสพวมยววธได้ะ้อ ทุฎข์
ภยวในสยวเดือนนับพรงลันทพ่ะู้เะื่อ วลยวผธดพกมะู้รัลผู้ฎะมท ยวลยวผธด เร็นอันขยดอยวุวลยว”
วยระย ๙๘ บัญญัรธลงย “เวื่อได้วพว ยิธิยฎษยถึ ทพ่สุดใม้ก โทษผู้ใด ผู้นั้นวั วธได้ะับโทษฎ็ดพ ได้ะับโทษพรงวั ไวง
วะบถ้ลนโดวมกบมนพฎ็ดพ ถ้ยวั ไวงได้รัลผู้นันวยะับโทษ นับพรงลันทพ่วพว ยิธิยฎษยถึ ทพ่สุด มะือนับพรงลันทพ่ผู้ฎะมท ยวลยวผธด
มกบมนพพก้ลพรงฎะาพ เฎธนฎ ยมนดเลกยดั รงอไรนพ้ เร็นอันกงล เกวฎยะก โทษ ามก โทษผู้นั้นวธได้
(๓) สธบรี ส ยมะับโทษา ยวุฎฎลงยมนึ่ รีถึ เา็ดรี”
16 อะงยว มุรย ฎูะ. “ฎยะนับอยวุวลยวในวดพอยญย (รอนทพ่ ๑)”. ดุกิยม. เกงวทพ่ ๖ รีทพ่ ๓๔ ิฤศาธฎยวน - ีันลยวว
๒๕๓๐ ิธวิ์วะั้ ทพ่ ๑๐ มน้ย ๙๙ – ๑๐๐

