Page 48 - ดับตัวตนค้นธรรม2566
P. 48
40
หรือ “แยกรูปกับนาม” แล้วก็มาพิจารณาถึงความจริงอีกข้อหนึ่งว่าตรงไหน ที่บอกว่าเป็นตัวเราของเรา จิตที่ว่างเบาบอกว่าเป็นเราไหม ตัวที่น่ังอยู่ บอกว่าเป็นเราไหม หรือรูปนามอันนี้ไม่ได้บอกว่าเป็นใครเลย ตัวที่นั่งอยู่ ก็เป็นรูปรูปหน่ึงท่ีกาลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่ จิตที่ว่างเบาก็เป็นนาม ทาหน้าที่รู้ตามเหตุตามปัจจัยอยู่ ตรงนี้เรียกว่า “เห็นความเป็นอนัตตา” ความเป็นอนัตตาในความหมายที่ว่าไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา มีเพียง รูปกับนามที่เกิดขึ้นท่ีกาลังเป็นไปอยู่
ประเด็นอีกจุดหนึ่งก็คือว่า เม่ือเห็นว่าทั้งรูปและนามไม่ได้บอกว่า เป็นเราเป็นเขาเป็นใคร ไม่มีอุปาทานเข้าไปยึดว่าร่างกายเป็นของเรา ไม่มี อุปาทานเข้าไปยึดว่าจิตนั้นเป็นเรา ลองสังเกตว่า จิตใจรู้สึกอย่างไร... รู้สึก ทุกข์ รู้สึกโปร่ง รู้สึกโล่ง รู้สึกว่าง รู้สึกเบา รู้สึกขุ่นมัว รู้สึกเบิกบาน รู้สึกอิสระ รู้สึกแบบไหน ? จุดน้ีเป็นส่ิงที่ผู้ปฏิบัติพึงพิจารณา เขาเรียกพิจารณาถึงผลที่เกิดข้ึน ผลท่ีเกิดข้ึนก็คืออานิสงส์ที่เกิดจากปัญญาท่ีพิจารณาเห็นสัจธรรมตามคาสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างที่เราสวดมนต์ รูปขันธ์เป็น ที่ต้ังแห่งอุปาทานท่ีทาให้บุคคลหลงเข้าไปยึดว่าเป็นตัวเราของเรา แม้แต่ วิญญาณรู้หรือตัวจิตเองก็เป็นที่ต้ังแห่งอุปาทาน เพราะมีโมหะครอบงาทาให้ คนเราไปหลงยึดว่าเป็นตัวเราของเรา เมื่อเห็นความเป็นจริงแบบนี้แล้ว
40