Page 132 - ดับตัวตนค้นธรรม2566
P. 132

ต้ังมั่นข้ึน ปัญญาแก่กล้าข้ึนน้ัน เห็นชัดว่าจิตที่ทาหน้าที่รู้กับความคิด เป็นคนละส่วนกัน พอความคิดเกิดขึ้นมาใหม่ เวทนาที่เป็นอกุศลไม่เกิดขึ้น เป็นอุเบกขาเวทนา ความทุกข์เกิดข้ึนมาก็เกิดในที่ว่าง ๆ จิตก็เฉย ๆ ไม่รู้สึก เดือดเนื้อร้อนใจกับเร่ืองที่คิด พร้อมกับเห็นความคิดนั้นเกิดแล้วก็ดับไป เกิดแล้วก็ดับไป... น่ันคือมีผัสสะ มีเวทนา แต่ตัณหาไม่เกิด เวทนาเป็น อุเบกขาเวทนา เป็นความเฉย ไม่ไหลไปตามอารมณ์น้ัน นั่นเป็นการป้องกัน เป็นการตัดตัณหาอุปาทานที่ยังไม่เกิดขึ้นไม่ให้เกิดข้ึน หรือถึงแม้เกิดข้ึนมา แต่ก็แค่นิดหนึ่งส้ัน ๆ รู้สึกยินดีพอใจแป๊บหน่ึงก็ดับไป ไม่พอใจนิดหน่ึงก็ ดับไป นั่นคือตัณหาดับไป
พอตัณหาดับไปแล้วเหลืออะไร ? เหลือจิตที่ว่าง ที่โล่ง ท่ีโปร่ง ท่ีเบา ท่ีสงบ โสกะปริเทวะท่ีจะตามมาก็ไม่เกิดขึ้น น่ันเป็นการตัดวงจรของกรรม กายกรรม วจีกรรม หรือมโนกรรมที่จะทาให้กรรมทางกายเกิดขึ้น เป็นการ ตัดวงจรของอารมณ์ที่เกิดข้ึน นี่แหละคือวิธีการตัดวงจรของการเวียนว่ายตายเกิด ไม่มีท่ีสิ้นสุด ลองสังเกตดูสิว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่มีผัสสะเข้ามากระทบ ทางตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ ถ้าไม่สนใจถึงการเกิดดับในลักษณะอย่างนี้ เราก็จะคล้อยตามเขาไปสักระยะหนึ่ง... ขณะท่ีคล้อยตาม เหมือนเราไม่ได้ ทาอะไรเลย แต่มโนกรรมเกิดไปแล้ว คือมีการปรุงแต่งเกิดความยินดีพอใจ
124
124


































































































   130   131   132   133   134