Page 151 - ดับตัวตนค้นธรรม2566
P. 151
อย่างไรก็เห็นตามนั้นเป็นเร่ืองปกติธรรมดา ว่าเป็นคนละส่วนกันอย่างชัดเจน คาว่า “เป็นคนละส่วนกัน” ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะอยู่ห่างกันตลอดเวลา ถึงแม้บางครั้งจิตจะอยู่ที่เดียวกับอารมณ์อยู่ท่ีเดียวกับอาการ ก็เห็นได้ รู้สึกได้ชัดเจนว่า จิตกับอาการหรือกับอารมณ์เหล่านั้นเป็นคนละส่วนกัน
เม่ือมีปัญญาเห็นชัดถึงความเป็นคนละส่วนอย่างนี้ เมื่อมีสติมากขึ้น เวลาจะถอยจิตห่างจากอารมณ์ก็จะทาได้ง่ายขึ้นเช่นเดียวกัน แค่นิ่ง แล้วมา ดูท่ีจิต จิตก็คลาย ถอยห่างจากอารมณ์นั้นได้ไม่ยาก เมื่อถอยห่างออกมา มีช่องว่างระหว่างอารมณ์กับจิตที่ทาหน้าที่รู้ ก็เป็นการคลายอุปาทาน จิตไม่ ยึดติดอยู่กับอารมณ์เหล่าน้ัน เม่ือไม่เกาะติดหรือคลุกคลีกับอารมณ์เหล่าน้ัน จิตก็จะมีความสงบข้ึน มีความเบาข้ึน ค่อย ๆ มีกาลังมากข้ึน นี่แหละคือ เหตุผลที่สาคัญว่าทาไมถึงต้องกาหนดรู้ความเป็นคนละส่วนกัน และการ กาหนดรู้ถึงความเป็นคนละส่วนบ่อย ๆ ก็จะเห็นถึงธรรมชาติระหว่างจิตท่ีทา หน้าที่รู้กับเสียงท่ีเกิดขึ้น เพราะอะไร ? เพราะเสียงที่ได้ยินก็เป็นเหตุปัจจัย ท่ีเข้ามารบกวนจิตใจให้วุ่นวายได้ เสียงท่ีได้ยินก็เป็นปัจจัยให้เกิดความขุ่นมัว เกิดความโลภ-ความโกรธ-ความหลงข้ึนมาได้ นั่นแหละจึงเป็นเร่ืองสาคัญ ว่าทาไมถึงต้องกาหนดรู้ถึงความเป็นคนละส่วน เพราะในชีวิตของเรา เสียง ที่เกิดข้ึนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะเป็นตัวชี้นาทาให้คนเราคล้อยตามเสียงนั้น ๆ
143
143