Page 159 - ดับตัวตนค้นธรรม2566
P. 159
สังเกตดูว่าจิตที่นิ่งท่ีทาหน้าที่รู้กับเวทนา เขาเป็นส่วนเดียวกันหรือ คนละส่วนกัน แบบนี้ก็จะชัดขึ้น แล้วทาจิตที่น่ิงให้กว้างกว่าตัวออกไป ก็จะกว้างกว่าเวทนาได้เช่นเดียวกัน ถ้าสังเกตแบบนี้ได้ถือว่าสติมีกาลังและ มีปัญญาด้วย ปัญญาตรงไหน ? เวทนาทางจิตก็คือจิต จิตที่ทาหน้าที่รู้ก็คือจิต กลายเป็นการแยกจิตกับจิต เห็นถึงความเป็นคนละส่วนกัน เขาเรียกสภาพจิตใจ กับตัวจิตที่ทาหน้าท่ีรู้หรือวิญญาณรู้แยกส่วนกัน เวทนาเป็นเจตสิก เจตสิกเป็นจิต เจตสิกเกิดอยู่ที่เดียวกันขณะเดียวกันกับจิต แต่เป็นคนละส่วน กับจิตท่ีทาหน้าที่รู้ ผู้ปฏิบัติแค่น่ิงและมีเจตนาที่จะรู้ถึงความเป็นคนละส่วน อยู่เรื่อย ๆ เด๋ียวก็ชัดเอง กาหนดอะไรก็ตามสังเกตอยู่แบบนี้ จิตก็จะ แยกส่วนกันออกไป นี่พูดถึงสภาวธรรมการกาหนดรู้ถึงความเป็นคนละส่วน การกาหนดรู้แบบน้ีในทุก ๆ อารมณ์เรียกว่า “ธัมมวิจยะ” การวิจัยธรรม การพจิ ารณาธรรมตามความเปน็ จรงิ ทเี่ กดิ ขนึ้ ความเปน็ จรงิ ทเี่ กดิ ขนึ้ กม็ าจาก คาสอนของพระพุทธองค์ท่ีทรงตรัสเร่ืองรูปกับนาม เร่ืองของขันธ์ทั้งห้า ที่บอกว่าเป็นคนละขันธ์กันเป็นคนละส่วนกัน แต่เราพูดในลักษณะของสภาวะ ท่ีกาลังเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันขณะจริง ๆ ท่ีเราสัมผัสได้ แล้วก็บอกตัวเองได้ทันที นั่นคือการพิจารณาธรรม
151
151