Page 19 - ดับตัวตนค้นธรรม2566
P. 19
ลองดูว่า ให้จิตที่ว่าง ๆ เบา ๆ โล่ง ๆ ท่ีสบายกว้างเท่าท้องฟ้าไปเลย ส่งใจท่ี เบา ๆ ที่โล่ง ๆ ท่ีสบายไปท่ีท้องฟ้า ให้กว้างเท่าท้องฟ้าไปเลย ลองดูว่า รู้สึก อย่างไร ? ถ้าใครรู้สึกว่าส่งใจที่โล่ง ๆ เบา ๆ ไปที่ท้องฟ้าแล้วใจก็เบาขึ้นโล่งขึ้น ให้ใจที่โล่งเบากว้างเท่าท้องฟ้า ย่ิงรู้สึกโล่ง ยิ่งโปร่ง ยิ่งเบา ย่ิงสบายมากข้ึน นั่นคือความรู้สึกท่ีเราต้องรู้สึกจริง ๆ นะ ไม่ให้คิดเอา ไม่ให้คิดว่าถ้ามันกว้าง แสดงว่ามันต้องเบาต้องสบายสิ อนุมานแบบน้ันไม่ได้ นั่นเป็นส่ิงที่ไม่ได้ เกิดข้ึนจริง แต่ถ้าสิ่งเป็นที่เกิดข้ึนจริง ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกได้เลยว่า รู้สึกโล่ง รู้สึกโปร่ง รู้สึกเบา รู้สึกสบายเป็นอย่างไร น่ันคือจิตคลายจากอุปาทาน
ทีน้ีสังเกตนิดหน่ึงว่า จิตท่ีโล่งเบาเขาสงบไหม ? ขณะท่ีจิตโล่ง โปร่ง เบา สบาย จิตจะไม่วุ่นวาย พอไม่วุ่นวายก็คือความสงบ จิตท่ีโล่งท่ีเบา นอกจากสบายแลว้ กม็ คี วามสงบ แลว้ ใหห้ นั กลบั มาดจู ติ ทโี่ ลง่ เบาทอ่ี ยทู่ ท่ี อ้ งฟา้ กับตัวที่น่ังอยู่ เขาเป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วนกัน หรือจิตท่ีโล่ง ๆ เบา ๆ ที่อยู่ข้างหน้า ในที่ว่าง ๆ กับตัวที่น่ังอยู่ เขาเป็นส่วนเดียวกันหรือ คนละสว่ นกนั อนั นใี้ หส้ งั เกต ไมใ่ ชบ่ งั คบั การสงั เกตจติ ทโี่ ลง่ เบาทกี่ วา้ งกวา่ ตวั กับตัวว่าเขาเป็นส่วนเดียวกันหรือคนละส่วนกัน เป็นการกาหนดรู้ถึงสัจธรรม ถึงความเป็นจริง เขาเรียกว่าการแยกรูปนาม แยกรูปกับนาม/แยกกายกับจิต ความรู้สึกที่โล่งท่ีโปร่งเบานั่นก็คือลักษณะของจิต จิตที่โล่งที่เบาหรือ
11
11