Page 70 - ดับตัวตนค้นธรรม2566
P. 70

62
ก็เป็นอย่างนั้น แต่ต้องชัดว่าจิตน้ันโล่งจิตนั้นเบาก่อน ไม่ใช่ว่าเม่ือก่อน เราเคยเอาจิตท่ีโล่งเบาเข้าไปแล้ว มันหายไปว่างไป แต่ตอนน้ีพอเพ่งไป กลับไม่หายไปเหมือนเดิม บางทีก็เป็นเพราะว่าจิตยังไม่ว่าง แล้วเราเป็นแค่เพียง ผู้ดูเฉย ๆ นั่นเอง อันนี้คือความต่างของความละเอียดของจิต
อยา่ งทบี่ อกไปคราวกอ่ นวา่ เมอ่ื รจู้ กั วธิ ที า จติ ใหว้ า่ งทา จติ ใหเ้ บาไดแ้ ลว้ จะบอกวิธีการดับทุกข์ จริง ๆ แล้วเม่ือไหร่ก็ตามที่ผู้ปฏิบัติสามารถ แยกกายแยกจิตอย่างนี้ได้ ความทุกข์ก็ดับไปโดยปริยาย ความไม่สบายใจก็หายไป โดยปริยายเช่นเดียวกัน แต่ในบางขณะในบางโอกาสพอมีผัสสะกระทบเข้ามา เกิดมีความหนัก เกิดความไม่สบายใจ เกิดความรู้สึกอึดอัดข้ึนมา พอจะทาจิตให้ว่างอีกกลับทาไม่ได้ พอมีเวทนาทางใจเกิดขึ้นมา ก็มีเงื่อนไขว่า เพราะมีอารมณ์นั้นกระทบเพราะมีเรื่องนี้เข้ามากระทบ ก็เลยทาจิตให้ว่างไม่ได้ สักที คราวท่ีแล้วอาจารย์ก็เลยให้ทาดูว่า ขณะท่ีเราทาจิตให้ว่างได้แล้ว จิตที่ว่างทาหน้าท่ีรับรู้อารมณ์ต่าง ๆ ได้ไหม อันน้ีอย่างหนึ่งท่ีพูดค้างไว้ ยกตัวอย่างว่า ขณะที่จิตที่ว่างเบาข้างหน้ากว้างกว่าตัว ลองคิดถึงเรื่องอะไร สักอย่างหน่ึงที่เคยทาให้ไม่สบายใจ หรือเรื่องการงานต่าง ๆ ก็ตาม ลองดูว่า ถ้าให้จิตท่ีว่างเบากว้างกว่าเรื่องที่คิด การคิดนั้นทาให้เกิดความหนักใจไหม เกิดความรู้สึกอึดอัดไหม เกิดความรู้สึกขุ่นข้ึนมาไหม น่ันแหละคือ
62


































































































   68   69   70   71   72