Page 1261 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 1261
1249
หรือจ าเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ และการมิให้น าบทบัญญัติมาตรา ๙๘ แห่งประมวล
กฎหมายอาญามาใช้บังคับ (มาตรา ๒๑) เป็นต้น
ิ
การน าระบบไต่สวน (Inquisitorial System) มาใช้ในการพจารณาคดีค้ามนุษย์ ถือได้ว่าเป็นการ
เปลี่ยนรูปแบบจากเดิมที่เป็นระบบสืบพยานโดยคู่ความ เป็นการให้ศาลเป็นผู้มีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงเองเป็น
หลัก โดยปกติแล้วในระบบกล่าวหา (Accusatorial System) เมื่อมีการกล่าวหาว่าอกฝ่ายหนึ่งกระท าความผิด
ี
ื่
ิ
ผู้กล่าวหามีหน้าที่ต้องน าพยานหลักฐานมาสืบเพอพสูจน์ให้ศาลเห็นโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจ าเลยกระท าผิด
จริง ระบบกล่าวหาของศาลยุติธรรมในปัจจุบันผู้พพากษาจะไม่มีบทบาทหลักในกระบวนพิจารณา แต่จะทา
ิ
ั
หน้าที่เป็นคนกลางรับฟงข้อเท็จจริงจากคู่กรณีที่น าเสนอเข้าสู่กระบวนพจารณาเท่านั้น ไม่ไปยุ่งเกี่ยว
ิ
พยานหลักฐานของคู่ความ ไม่อาจแสวงหาพยานหลักฐานเพมเติมได้ เนื่องจากอาจถูกครหาว่าไม่เป็นกลาง การ
ิ่
วินิจฉัยชี้ขาดข้อพพาทจึงขึ้นอยู่กับการน าเสนอพยานหลักฐานของคู่ความเป็นหลัก ระบบไต่สวนศาลไม่ได้ท า
ิ
หน้าที่วางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัดเหมือนระบบกล่าวหา แต่จะท าหน้าที่ค้นหาความจริงด้วยตนเอง ซึ่งหลักการ
ดังกล่าวได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพจารณาคดีค้ามนุษย์ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๒๙ ให้ศาลมีอานาจเรียก
ิ
ื่
พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานหรือบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยค า หรือด าเนินการอนใดเพื่อ
ิ
ประโยชน์แก่การพจารณา รวมทั้งมีอานาจสั่งให้หน่วยงานหรือบุคคลใดตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน
ิ่
เพมเติม แล้วรายงานให้ศาลทราบ และจัดส่งพยานหลักฐานดังกล่าวต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลก าหนด ทั้ง
ศาลมีอานาจแต่งตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลเพอปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมาย และมาตรา ๓๑ บัญญัติให้การ
ื่
สืบพยานบุคคล ไม่ว่าจะเป็นพยานที่คู่ความฝ่ายใดอางหรือที่ศาลเรียกมาเอง ให้ศาลแจ้งให้พยานทราบประเด็น
้
และข้อเท็จจริงที่จะทาการสืบพยาน แล้วให้พยานเบิกความในข้อนั้นด้วยตนเองหรือตอบค าถามศาล ให้ศาล
้
มีอานาจถามพยานเกี่ยวกับข้อเท็จจริงใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับคดีแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอางก็ตาม แล้วจึง
อนุญาตให้คู่ความถามพยานเพิ่มเติม การถามพยานของคู่ความจะใช้ค าถามน าก็ได้ หลังจากคู่ความถามพยานแล้ว
ห้ามมิให้คู่ความฝ่ายใดถามพยานอก เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล เป็นต้น ดังนั้น ในการพิจารณาพิพากษาคดี
ี
ค้ามนุษย์ ผู้พิพากษาจึงต้องมีการเตรียมคดีเป็นพิเศษมากกว่าคดีทั่วไป ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีการจ่ายส านวนให้แก่
ื่
องค์คณะผู้พพากษาเป็นเจ้าของส านวนตั้งแต่นัดตรวจพยานหลักฐานเพอเตรียมส านวนแต่เนิ่น ๆ แต่อย่างไรก็ดี
ิ
โดยหลักการพนฐานของระบบวิธีพจารณาความ ผู้ใดกล่าวอางข้อเท็จจริงใดผู้นั้นย่อมมีหน้าที่น าพยานหลักฐาน
ื้
้
ิ
มาสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้น เมื่อโจทก์กล่าวหาว่าจ าเลยกระท าความผิด โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องน า
้
พยานหลักฐานมาสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ตนกล่าวอาง ดังนั้น แม้ศาลจะมีบทบาทในการค้นหาความจริง
โดยการค้นหาจากพยานหลักฐานของคู่ความรวมทั้งศาลเรียกมาเองก็ตาม ก็ไม่ท าให้โจทก์หมดภาระในการน า
พยานหลักฐานของตนมาแสดงต่อศาลแต่อย่างใด และศาลจะพพากษาลงโทษจ าเลยไม่ได้ จนกว่าจะแน่ใจว่า
ิ
๖
มีการกระท าความผิดจริงและจ าเลยเป็นผู้กระท าความผิดนั้น ตามมาตรฐานการพสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานว่า
ิ

