Page 1349 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 1349

๑๓๓๗

                          ๑) การแจ้งสิทธิ

                                                      ิ
                                  ในบางกรณี เมื่อศาลมีค าพพากษาปรับผู้กระท าความผิด ผู้ต้องโทษปรับอาจไม่ทราบว่า
                 ตนเองมีสิทธิขอท างานบริการสังคมหรือท างานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับได้ ตามข้อ ๕  จึงก าหนดให้
                                                                                           ๑๒
                 เป็นหน้าที่ของศาลในการแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องโทษปรับทราบ โดยก าหนดแนวปฏิบัติดังนี้

                               (๑) ในคดีนั้นศาลจะต้องมีค าพิพากษาปรับ

                               (๒) หากผู้ต้องโทษปรับไม่ร้องขอท างานบริการสังคมหรือท างานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ

                                   (ก) ศาลพึงสอบถามผู้ต้องโทษปรับว่ามีเงินช าระค่าปรับหรือไม่ และ

                                   (ข) ให้ศาลแจ้งสิทธิที่จะขอท างานบริการสังคมหรือท างานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ

                                                                               ิ
                                  จากเงื่อนไขดังกล่าวเห็นได้ว่า ในส่วนค่าปรับตามค าพพากษามีความสอดคล้องกับ
                 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐/๑ แต่ระเบียบฉบับนี้ก าหนดเพมเติมในกรณีทผู้ต้องโทษปรับไม่ร้องขอ
                                                                                    ี่
                                                                        ิ่
                 ท างานบริการสังคมหรือท างานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ โดยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการที่จะต้อง

                 สอบถามและแจ้งสิทธิดังกล่าวแก่ผู้ต้องโทษปรับ

                              ๒) การใช้ดุลพินิจออกค าสั่ง

                               การออกค าสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ท างานบริการสังคมหรือท างานสาธารณประโยชน์

                                                                ิ
                                   ิ
                 แทนค่าปรับเป็นดุลพนิจของศาล แต่ใช่ว่าศาลจะใช้ดุลพนิจได้โดยไม่มีขอบเขตหรือเหตุผลประกอบ ตาม
                 ข้อ ๖ ก าหนดให้ศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาจากองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้

                               (๑) ประโยชน์ที่จะเกิดจากมาตรการบริการสังคมและสาธารณประโยชน์

                                  (๒) ข้อมูลที่เกี่ยวกับฐานะทางการเงิน ได้แก่ รายได้ ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ และภาระ

                 หนี้สินต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่ามีเงินเพียงพอที่จะช าระค่าปรับในขณะยื่นค าร้องหรือไม่

                                                             ่
                               (๓) ประวัติของผู้ต้องโทษปรับ ได้แก ประวัติการกระท าความผิด การศึกษา อาชีพ ความรู้
                 ความเชี่ยวชาญ ครอบครัว และสภาพแวดล้อม รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ ของผู้ต้องโทษปรับ

                               (๔) สภาพความผิดของผู้ต้องโทษปรับ

                                   การค านึงถึงสภาพความผิดของผู้ต้องโทษปรับนี้ ศาลจะพจารณาจากความหนักเบา
                                                                                   ิ
                 แห่งข้อหา ความรุนแรงของการกระท าความผิด สภาวะทางจิตใจของผู้ต้องโทษปรับ การกระท าความผิด

                 เป็นไปโดยเจตนาหรือโดยประมาท และความเสียหายที่เกิดจากการกระท าความผิดนั้น






                        ๑๒  ข้อ ๕ แก้ไขโดยข้อ ๓ แห่งระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการก าหนดจ านวนชั่วโมงที่ถือ

                 เป็นการท างานหนึ่งวัน และแนวปฏิบัติในการให้ท างานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับและการเปลี่ยน
                 สถานที่กักขัง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐.
   1344   1345   1346   1347   1348   1349   1350   1351   1352   1353   1354