Page 1344 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 1344
๑๓๓๒
๕
ื่
ในทรัพย์สินเพอใช้ค่าปรับ หรืออาจถูกกักขังแทนค่าปรับ ยังสถานที่กักขังตามที่กฎหมายก าหนดไว้
๖
ซึ่งจะต้องไม่ใช่เรือนจ า สถานีต ารวจ หรือสถานที่ควบคุมผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน แต่อย่างไรก็ดี
ผู้ต้องโทษปรับที่ไม่มีเงินช าระค่าปรับมีสิทธิขอท างานบริการสังคมหรือท างานสาธารณประโยชน์แทน
ค่าปรับได้ หรือศาลอาจมีค าสั่งให้ผู้ต้องโทษปรับท างานบริการสังคมหรือท างานสาธารณประโยชน์แทน
ค่าปรับเมื่อผู้ต้องโทษปรับยินยอมกได้
๗
็
มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการท างานบริการสังคมหรือท างานสาธารณประโยชน์แทน
ค่าปรับ เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา และระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการ
ก าหนดจ านวนชั่วโมงที่ถือเป็นการท างานหนึ่งวัน และแนวปฏิบัติในการให้ท างานบริการสังคมหรือ
สาธารณประโยชน์แทนค่าปรับและการเปลี่ยนสถานที่กักขัง พ.ศ. ๒๕๔๖ ประกอบกับในปัจจุบันประธาน
ศาลฎีกามีนโยบายยกระดับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหาและจ าเลย โดยค านึงถึง เหยื่อ
อาชญากรรมและความสงบสุขของสังคม ก าหนดให้มีวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมต่อผู้ต้องหา จ าเลย เหยื่อ
อาชญากรรม ผู้เสียหาย ตลอดจนกลุ่มผู้เปราะบางในสังคมทุกขั้นตอนของกระบวนการศาล การท างาน
บริการสังคมหรือท างานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับเป็นหนึ่งในมาตรการทางกฎหมายตามนโยบาย
ดังกล่าว แต่เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐/๑ ยังมีถ้อยค าที่ไม่ชัดเจนบางประการ และ
ระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมฯ ใช้บังคับมาเป็นเวลาช้านาน ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจและ
ิ
สังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงมีข้อน่าพจารณาว่า กฎหมายทั้งสองฉบับยังมี
ความเหมาะสมที่จะใช้บังคับในปัจจุบัน และสามารถขับเคลื่อนนโยบายประธานศาลฎีกาให้บรรลุผลตาม
เป้าหมายหรือไม่ บทความนี้จึงขอกล่าวถึงความหมาย แนวคิดทฤษฎี แนวปฏิบัติ และมาตรการทาง
กฎหมายในการท างานบริการสังคมหรือท างานสาธารณประโยชน์แทนค่าปรับ
๒. ความหมายและแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการท างานบริการสังคมหรือท างานสาธารณประโยชน์
การลงโทษ คือ การปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งที่ท าให้ผู้ที่ได้รับการปฏิบัตินั้นต้องได้รับผลร้าย
ั
เนื่องจากการที่บุคคลนั้นฝ่าฝืนแนวปฏิบัติอนเป็นกติกาของสังคม โดยรัฐเป็นผู้ท าหน้าที่จัดการให้ผู้กระท า
ความผิดได้รับผลร้ายนั้น การลงโทษเป็นรูปแบบหนึ่งของการป้องกันสังคมจากผู้กระท าความผิด โดย
การป้องกันแบ่งออกเป็นการป้องกันทั่วไป (General Prevention) และการป้องกันพเศษ (Special
ิ
Prevention) มาตรการบังคับทางอาญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการป้องกันทั่วไป คือการลงโทษผู้กระท า
ื่
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๘ เพอให้ผู้กระท าความผิดทราบว่ากระท าในสิ่งที่สังคม
ไม่ยอมรับและให้บุคคลอนเห็นว่าหากกระท าเช่นนี้อกจะต้องได้รับโทษ ส่วนมาตรการบังคับทางอาญาที่มี
ื่
ี
๕ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙.
๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๔.
๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐/๑.

