Page 1567 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 1567
๑๕๕๔
๒.๔ แนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อสนับสนุนให้มีการไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความ
➢ กรณีที่การเจรจาไกล่เกลี่ยไม่สามารถส าเร็จตามเป้าหมายที่ควรจะเป็นอันเนื่อง
มาจากทนายความของตัวความ ให้แยกลูกความออกจากทนายความเสียก่อน โดยอธิบายให้ตัวความ
เข้าใจข้อดี ข้อเสียที่เขาจะได้รับตามรูปคดีที่ปรากฏ ทั้งนี้ต้องให้โอกาสตัวความได้แจ้งให้ทนายความ
ทราบถึงเงื่อนไขหรือข้อตกลงที่มีการพูดคุยลับหลังทนายความเสียก่อน ซึ่งตัวความมีอ านาจในการ
ตัดสินใจว่าจะตกลงในการไกล่เกลี่ยด้วยหรือไม่ ภายใต้ความสมัครใจของตนเอง
็
ี
➢ กรณีที่นิติบุคคลเปนคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องมีการเลื่อนคดออกไป
โดยไม่สามารถท ายอมได้ในวันที่มีการไกล่เกลี่ย หากศาลเห็นว่า เงื่อนไขที่คู่ความเจรจากันใกล้บรรลุ
จุดหมายของทั้งสองฝ่าย ก็ให้จดไว้ในรายงานกระบวนพจารณาคล้ายเป็นประกันว่า ในวันนัดหน้า
ิ
จะมาท าสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันตามที่มีการเจรจากันไว้ เพียงแต่ติดขัดที่ทนายความ
ยังไม่มีอ านาจในการตัดสินใจ
บทสรุป ( Conclusions)
การไกล่เกลี่ยข้อพพาทนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ไม่มีหลักเกณฑตายตัว โดยเฉพาะ
์
ิ
ิ
การไกล่เกลี่ยข้อพพาทในคดีที่ยุ่งยากซับซ้อน หรือคู่กรณีมีทิฐิต่อกันอย่างมาก การจะกระท าให้
ส าเร็จคงต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้ไกล่เกลี่ยในการประเมินข้อเท็จจริงในขณะนั้นว่า จะใช้วิธีการ
เจรจาอย่างไรที่จะท าให้เป็นที่พอใจและยอมรับของคู่กรณีหรือคู่ความทั้งสองฝ่าย อันน าไปสู่ข้อตกลง
ร่วมกัน
การไกล่เกลี่ยจึงนับว่าเป็นการท้าทายความสามารถของผู้ไกล่เกลี่ย ไม่ว่าจะเป็น
ผู้ประนีประนอม หรือผู้พิพากษาที่มีหน้าที่ที่จะต้องไกล่เกลี่ย อย่างไรก็ตามการไกล่เกลี่ยจะส าเร็จได้
ต้องประกอบไปด้วยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งรูปคดี ข้อเท็จจริง การใช้ทักษะในการสื่อสาร การให้เกียรติ
คู่ความ เหล่านี้ล้วนมีส่วนท าให้การไกล่เกลี่ยส าเร็จ แต่พงระลึกว่า ในการท าหน้าที่เป็นคนกลางนั้น
ึ
จะต้องวางตัวเป็นกลางอย่างแท้จริง และนึกถึงผลประโยชน์ของคู่ความทั้งสองฝ่ายที่จะได้รับ มิให้
เหลื่อมล้ าต่างกันมากเกินไป
ในฐานะที่ผู้เขียนมีโอกาสน าวิธีการไกล่เกลี่ยมาใช้ในการพิจารณาคดีในกรณีที่ไกล่เกลี่ย
ส าเร็จ สิ่งที่ได้รับมากกว่าสถิติของคดี คือ ความสุขใจที่มีส่วนในการรักษาความรู้สึกอันดีที่มีต่อกันของ
คู่ความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีที่คู่ความเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน และนอกจากนี้ยังอยากเห็น
สังคมไทยเต็มไปด้วยรอยยิ้มและมิตรภาพเหมือนในอดีต ดังถ้อยค าสุภาษิตที่กล่าวไว้ว่า “น้ าพึ่งเรือ
๑๐
เสือพึงป่า” ซึ่งมีความหมายว่า การพึ่งพาอาศัยกัน และได้ประโยชน์ร่วมกันในการอยู่ในสังคม.
๑๐ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ , ๖๒๘

