Page 1276 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 1276
๑๒๖๔
และครอบครัว ดังนั้น รัฐจึงมีนโยบายขยายระบบงานศาลเยาวชนและครอบครัวไปทั่วประเทศ ด้วยการ
ุ
เร่งรัดให้มีการจัดตั้งแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดขึ้นทั่วประเทศทกจังหวัด แต่ปัจจุบันก็ยัง
ไม่สามารถจัดสร้างได้ครบทุกจังหวัด เพราะในการจัดตั้งแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัดต้อง
ิ
อาศัย สถานพนิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเป็นกลไกส าคัญในการด าเนินการด้วย ต่อมาเมื่อมีการ
ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒5๔0 บทบัญญัติ มาตรา ๒๗5 ก าหนดให้มีการแยกศาล
ออกจากกระทรวงยุติธรรมและปรับปรุงโครงสร้างศาลยุติธรรมท าให้ต้องแยกหน่วยงานธุรการในสังกัด
กระทรวงยุติธรรมออกจากกระทรวงยุติธรรมไปสังกัดส านักงานศาลยุติธรรมซึ่งมีเลขาธิการส านักงาน
ศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชา และต้องจัดหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดส านักงานศาลยุติธรรมเป็นส านัก
ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคโดยมีฐานะเทียบได้กับกรมในระบบราชการพลเรือน ดังนั้นแนวความคิด
เดิมที่จะยกฐานะเป็นกรมพนิจและคุ้มครองเยาวชนและครอบครัวในสังกัดส านักงานศาลยุติธรรมแทน
ิ
แต่ได้เกิดวิกฤตการณ์บ้านเมตตา บ้านกรุณาขึ้น รวมทั้งการตีความของศาลรัฐธรรมนูญให้สถานพนิจและ
ิ
คุ้มครองเด็กและเยาวชนอยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม จึงมีผลท าให้ศาลเยาวชนและครอบครัวอยู่ในกรอบ
ิ
ของโครงสร้างศาลยุติธรรมใหม่ ส่วนสถานพนิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนอยู่ในกรอบของโครงสร้าง
กระทรวงยุติธรรมใหม่ อย่างไรก็ดี ศาลเยาวชนและครอบครัวก็ยังคงต้องมีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิเด็ก
ื้
และเยาวชนต่อไป บนพนฐานของแนวความคิดที่ค านึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กและเยาวชนเป็นส าคัญ
๑
(The best of the child interest)
ิ
ต่อมาได้มีการยกเลิกพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพจารณาคดี
ศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒5๓๔ และประกาศใช้พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและ
พระราชบัญญัติวิธีพจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒55๓ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๒๒
ิ
้
ิ่
พฤษภาคม ๒55๔ และได้มีการแกไขครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. ๒55๘ ซึ่งเพมเติมในส่วนเกี่ยวกับการก าหนด
มาตรการแก้ไข บ าบัด ฟนฟูเด็กและเยาวชนในการด าเนินการแก้ไข บ าบัด ฟนฟูเพอปรับเปลี่ยนความรู้สึก
ื้
ื่
ื้
ื่
นึกคิดของเด็กและเยาวชนผู้กระท าความผิดให้กลับตัว และส่งคืนคนดี สู่สังคมนั้น เพอแก้ไขเด็กที่กระท า
ิ
ความผิด ในบางกรณีศาลใช้ดุลยพนิจโดยการใช้มาตรการแทนการพจารณาพพากษาคดี โดยอาศัยมาตรา
ิ
ิ
ิ
๙0 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและพระราชบัญญัติวิธีพจารณาคดีเยาวชนและ
ครอบครัว พ.ศ. ๒55๓ การใช้ดุลยพินิจแก้ไข บ าบัด ฟื้นฟู ตามกฎหมายดังกล่าวส่งผลต่อเด็กและเยาวชน
ผู้กระทาความผิดแตกต่างกัน กล่าวคือ เด็กและเยาวชนที่ศาลพิพากษาว่ากระท าความผิดท าให้เด็กผู้กระท า
ความผิด มีประวัติว่าเคยกระท าความผิดติดตัว ส่วนเด็กที่ศาลใช้ดุลยพินิจโดยใช้มาตรการแทนการพจารณา
ิ
ิ
ิ
พพากษาคดี ตามมาตรา ๙0 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพจารณาคดีเยาวชน
ื้
ู
ื้
ู
และครอบครัว พ.ศ. ๒55๓ เมื่อเด็กและเยาวชนด าเนินการแก้ไข บ าบัด ฟนฟตามแผนฟนฟครบถ้วน
ตามแผนฟนฟและเด็กและเยาวชนมีความประพฤติในทางที่ดีขึ้นแล้ว ศาลจึงมีค าสั่งจ าหน่ายคดีออกจาก
ื้
ู
สารบบความ โดยไม่ต้องมีการพจารณาพพากษาคดีซึ่งจะท าให้เด็กและเยาวชนผู้กระท าความผิดไม่มี
ิ
ิ
ประวัติว่ากระท าความผิดติดตัวตลอดไป ทั้งนี้การใช้ดุลยพนิจของศาลในการเลือกใช้วิธีพจารณาคดีตาม
ิ
ิ
ิ
มาตรการแทนการพจารณาพพากษาคดีตามมาตรา ๙0 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว
ิ
ิ
และวิธีพจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒55๓ นั้นมีองค์ประกอบและเงื่อนไขที่ต้องได้รับความ
ุ
ยินยอมจากผู้เสียหายท าให้มีปัญหาและอปสรรคศาลไม่สามารถน ามาตรการดังกล่าวมาใช้ได้อย่างเต็มที่
ิ
ิ
ิ
การที่ศาลใช้ดุลยพนิจโดยการน ามาตรา ๙0 มาใช้แทนการพจารณาพพากษาคดีจึงสอดคล้องกับ
ู
์
๑ อัจฉรียา ชตินันทน, พิมพ์ครั้งที่ 2, กฎหมายเกี่ยวกับคดีเด็กเยาวชนและครอบครัว, (กรุงเทพฯ: วิญญูชน, 2552),
หน้า 35-38.

