Page 198 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 198
๑๘๕
ั
อตราโทษจ าคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ (๒) มีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระท าความผิด
อาญาและมีเหตุอนควรเชื่อว่าจะหลบหนี...ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียก
ั
หรือตามหมายนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี”
ตามบทบัญญัติมาตรา ๖๖ ดังกล่าว เห็นได้ว่า ในการออกหมายจับในคดีอาญาความผิดไม่ร้ายแรง
ั
ซึ่งมีอตราโทษจ าคุกอย่างสูงไม่เกิน ๓ ปี กฎหมายก าหนดเหตุที่จะออกหมายจับไว้ชัดเจน โดยนอกจาก
จะต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระท าความผิดอาญาแล้ว ต้องมีเหตุอนควรเชื่อว่าจะ
ั
ั
หลบหนีด้วย โดยก าหนดเหตุอนควรเชื่อว่าจะหลบหนีไว้ชัดเจน คือ บุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
ี
หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือหมายนัดโดยไม่มข้อแก้ตัวอันควร ซึ่งหมายความว่า ศาลต้องพิจารณาเหตุผล
ดังกล่าวในการออกหมายจับด้วย และเป็นเหตุผลคนละอย่างกันกับหลักฐานที่แสดงว่าบุคคลนั้นน่าจะได้
กระท าความผิดอาญา
ส าหรับการกักขังแทนค่าปรับ เมื่อพิจารณาถ้อยค าตามมาตรา ๒๙ ที่บัญญัติให้บังคับโทษปรับโดย
วิธีกักขังแทนค่าปรับได้เมื่อจ าเลยไม่ช าระค่าปรับภายใน ๓๐ วัน เว้นแต่ศาลเห็นเหตุอนควรสงสัยว่าจ าเลย
ั
ิ
จะหลีกเลี่ยงไม่ช าระค่าปรับจึงจะสั่งให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนได้ การที่ศาลจะใช้ดุลพนิจสั่งกักขัง
ื่
ิ
แทนค่าปรับทันทีในวันที่ศาลพพากษา นอกจากจ าเลยไม่ช าระค่าปรับแล้ว น่าจะต้องมีเหตุผลอน
ประกอบด้วย เช่น จ าเลยหลบหนีไม่มาฟงค าพพากษา หรือถูกจ าคุกในคดีอน หรือถูกควบคุมตัวเพราะเหตุ
ิ
ั
ื่
ี
ื่
อย่างอน หรือค่าปรับมีจ านวนมากน้อยเพยงใด อยู่ในวิสัยที่จ าเลยจะหาเงินมาช าระค่าปรับได้หรือไม่
หรือจ าเลยได้แสดงพยานหลักฐานว่าสามารถน าเงินมาช าระค่าปรับได้หรือไม่ เป็นต้น
ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๒๘๗/๒๕๓๔ จ าเลยต้องค าพิพากษาศาลฎีกาให้ลงโทษปรับ ศาลชั้นต้นมี
ค าสั่งให้จ าเลยช าระค่าปรับภายใน ๓๐ วัน แต่เนื่องจากค่าปรับมีจ านวนสูงมากกรณีมีเหตุอนควรสงสัยว่า
ั
จ าเลยจะหลีกเลี่ยงไม่ช าระค่าปรับ จึงให้กักขังจ าเลยแทนค่าปรับไปพลางก่อน
ิ
ข้อเท็จจริงตามค าพพากษาของศาลฎีกาดังกล่าว ปรากฏว่าศาลฎีกาลงโทษปรับจ าเลยเป็นเงินถึง
๔๓,๐๐๘,๖๗๓.๔๐ บาท ถือว่าค่าปรับมีจ านวนสูงมาก ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในทางคดีว่า จ าเลยได้แสดง
พยานหลักฐานให้เห็นว่าตนเองมีทรัพย์สินหรือมีความสามารถเพยงพอที่จะช าระค่าปรับได้ภายใน ๓๐ วัน
ี
ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่าจ าเลยจะหลีกเลี่ยงไม่ช าระค่าปรับ
ิ
ค าพพากษาฎีกาที่ ๔๘๙๙/๒๕๕๐ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญา มาตรา ๒๔๕
ิ
วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ให้บังคับคดีโดยไม่ชักช้าก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติถึงวิธีการบังคับช าระค่าปรับไว้โดยเฉพาะแล้วโดยบัญญัติว่า ผู้ใดต้องโทษ
ปรับ และไม่ช าระค่าปรับภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลพพากษา ผู้นั้นจะต้องถูกยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ
ิ
หรือมิฉะนั้นจะต้องถูกกักขังแทนค่าปรับ แต่ถ้าศาลเห็นเหตุอนควรสงสัยว่าผู้นั้นจะหลีกเลี่ยงไม่ช าระ
ั
ค่าปรับ ศาลจะสั่งเรียกประกันหรือจะสั่งกักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้ และตามประมวล
ิ
่
ิ
กฎหมายวิธีพจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๘ บัญญัติว่า ค าพพากษาหรือค าสั่งมีผลตั้งแต่วันที่ได้อานใน
ศาลโดยเปิดเผยเป็นต้นไป ดังนั้น หากการบังคับช าระค่าปรับจะกระท าได้ต่อเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว กฎหมาย
ย่อมบัญญัติไว้เช่นนั้นโดยตรง นอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติถึง