Page 2137 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2137
๒๑๑๙
ิ
ในลักษณะนิติประเพณีจากรุ่นสู่รุ่น ทางปฏิบัติในการพจารณาคดีของไทยหลายประการจึงคล้ายคลึงกับ
วิธีการที่ใช้ในระบบคอมมอนลอว์
ปัจจัยส าคัญอกประการหนึ่งมาจากแนวปฏิบัติที่วางไว้ในประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการที่เน้น
ี
ไปในทางระบบการเสนอข้อเท็จจริงโดยคู่ความ และพยายามจ ากัดการใช้อานาจในการแสวงหาข้อเท็จจริง
ของศาล การค้นหาความจริงในคดีอาญาของไทยจึงมีลักษณะค่อนไปในทางระบบคอมมอนลอว์ ไม่สอดคล้อง
กับระบบที่วางไว้ในกฎหมายที่เป็นระบบผสม
การที่จะพฒนาบทบาทของศาลให้สอดคล้องกับระบบการค้นหาความจริงตามกฎหมาย ผู้เขียนมี
ั
ข้อเสนอแนะ ดังนี้
(๑) นักกฎหมายไทยต้องเปลี่ยนมุมมองต่อวิธีพิจารณาความอาญาว่าเป็นกระบวนการตรวจสอบค้นหา
ความจริง มิใช่มีลักษณะของการต่อสู้โต้แย้งอย่างคดีแพ่ง องค์กรในกระบวนการยุติธรรมจึงมีหน้าที่ตรวจสอบ
ท าความจริงให้ปรากฏ เพื่อพิสูจน์ความจริงแท้ในคดี
(๒) ศาลควรปรับทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมาย โดยใช้เครื่องมือที่กฎหมายให้ไว้อย่างเต็ม
ประสิทธิภาพเพอตรวจสอบความจริงในคดีอย่างไม่ลังเล เช่น การซักถามพยานถึงข้อเท็จจริงที่เห็นว่าเป็น
ื่
ื่
ิ
ข้อส าคัญในคดีเพอให้ได้ความครบถ้วนสมบูรณ์ หรือเรียกพยานบางอย่างที่เห็นว่าจ าเป็นต่อการพสูจน์ความ
จริงในคดีให้สิ้นสงสัย แม้ว่าการกระท าเช่นนั้นอาจจะมีผลต่อรูปคดีของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ตาม เพียงแต่
การใช้อ านาจเช่นว่านี้จะต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมายโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้นหาความจริง อีกทั้งต้อง
ให้โอกาสคู่ความที่เกี่ยวข้องโต้แย้งคัดค้านอย่างเต็มที่
ส าหรับการวินิจฉัยพยานหลักฐาน ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการรับฟงพยานหลักฐาน และ
ั
กระบวนการวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐาน และปรากฏว่าถ้อยค าที่ศาลใช้ในการวินิจฉัยพยานหลักฐานยัง
ั
ิ่
ปะปนกันอยู่นั้น เมื่อปัจจุบันมีการเพมเติมบทบัญญัติว่าด้วยการรับฟงพยานหลักฐานในประมวลกฎหมายวิธี
ั
พจารณาความอาญาท าให้หลักการรับฟงและวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐานตามกฎหมายแยกจากกัน
ิ
ิ
ชัดเจนขึ้น ศาลจึงควรปรับถ้อยค าวินิจฉัยในค าพพากษาหรือค าสั่งให้มีลักษณะที่แยกกระบวนการรับฟง
ั
พยานหลักฐานกับกระบวนการวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐานออกจากกันอย่างชัดเจน
(๓) ควรแก้ไขเพมเติมประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการและค าอธิบายประกอบในลักษณะ
ิ่
สนับสนุนบทบาทการค้นหาความจริงในคดีอาญาของศาล ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าควรแก้ไขเพมเติมข้อ ๙ พร้อม
ิ่
ค าอธิบายที่วางแนวทางปฎิบัติในลักษณะให้ศาลเน้นบทบาทเชิงรับซึ่งอาจเหมาะสมแก่การใช้เป็นแนวปฏิบัติ
ในคดีแพ่ง แต่ไม่สอดคล้องกับหลักการในคดีอาญาซึ่งมีหลักการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยศาล รวมตลอดถึงวิธี
ิ่
พิจารณาระบบไต่สวนที่มีการน ามาใช้ในคดีแพงและคดีอาญาบางประเภท ผู้เขียนจึงเห็นว่าควรแก้ไขเพมเติม
่
ดังนี้

