Page 2136 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2136

๒๑๑๘





               อธิบายหลักการวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐานตามวรรคนี้ไว้ว่า "พยานหลักฐานทั้งปวงที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ

                                                                                         ื่
                                                                              ้
                                                                                            ิ
               ชั่งน้ าหนักนี้ ย่อมได้แก่พยานวัตถุพยานบุคคล รวมทั้งพยานเอกสารที่โจทก์อางและสืบเพอพสูจน์ว่าจ าเลยมี
                                             ิ
                                           ื่
                                                                                                       ื่
                                ้
               ความผิด ที่จ าเลยอางและสืบเพอพสูจน์ว่าจ าเลยบริสุทธิ์ รวมทั้งส านวนการสอบสวนที่ศาลเรียกมาเพอ
               ประกอบการวินิจฉัย" (ฎ.๑๑๗๗/๒๕๔๒) หรือ ฎ.๓๐๔๒/๒๕๔๓ ที่อธิบายหลักการตามมาตรา ๒๒๗ ว่า “ใน
               การพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวง ศาลมีอ านาจใช้ดุลพินิจวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานใดมีน้ าหนักน่าเชื่อถือ
               เพยงใดหรือไม่ พยานหลักฐานใดขัดต่อเหตุผลไม่น่ารับฟง และในกรณีที่ศาลจะพพากษาลงโทษบุคคล
                                                                                      ิ
                                                                ั
                 ี
                                                                      ั
               ใด พยานหลักฐานในคดีนั้นต้องมั่นคงแน่นหนา และมีน้ าหนักรับฟงได้โดยปราศจาก ข้อสงสัยว่าบุคคลนั้นได้
                                                                                                    ั
               กระท าความผิดจริงตามฟอง หากพยานหลักฐานในส านวนมีข้อพิรุธน่าระแวงสงสัยไม่มั่นคงพอที่จะรับฟงเป็น
                                    ้
                                                                                           ิ
                                           ้
               ยุติว่าจ าเลยกระท าความผิดตามฟอง ก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จ าเลย โดยพพากษายกฟอง”
                                                                                                     ้
               ดังนั้น การใช้ถ้อยค าประกอบการให้เหตุผลในการวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐาน ควรใช้ค าว่า "คดี" แทน
                                                     ั
               ค าว่า "พยานหลักฐานโจทก์" และใช้ค าว่า "ฟง" แทนค าว่า "รับฟง" เช่น "คดีมีความสงสัยตามสมควรว่า..."
                                                                     ั
               หรือ "คดีฟังได้โดยปราศจากความสงสัยตามสมควรว่า..." ตามแนวทางใน (ข) ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับ
               หลักการตามมาตรา ๒๒๗ วรรคหนึ่ง มากกว่าแนวทางตาม (ก)


               ๕. บทสรุปและข้อเสนอแนะ

                     ประเทศไทยแม้จะได้ชื่อว่าเป็นประเทศซีวิลลอว์ แต่กระบวนการค้นหาความจริงในคดีอาญาโน้มเอียง

               ไปทางระบบคอมมอนลอว์ ซึ่งปัจจัยส าคัญที่ท าให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นเพราะประมวลกฎหมายวิธี
               พิจารณาความอาญามิได้วางกลไกในการค้นหาความจริงตามแบบระบบการแสวงหาข้อเท็จจริงโดยศาลอย่าง


                             ื้
               ที่ใช้อยู่ในภาคพนยุโรปอย่างบริบูรณ์ แม้ว่าจะมีบทบัญญัติให้อานาจศาลใช้บทบาทเชิงรุกในการสืบหรือ
               ซักถามพยานอยู่หลายมาตรา แต่ก็ขาดกลไกสนับสนุนการใช้อ านาจอย่างเต็มภูมิ เพราะกฎหมายมิได้บังคับให้
               พนักงานอยการโจทก์ส่งส านวนการสอบสวนพร้อมฟองเพอให้ศาลได้มีโอกาสศึกษารูปคดีก่อนท าการ
                                                                  ื่
                        ั
                                                             ้
                                                                                                       ่
               สืบพยาน อีกทั้งวิธีการสืบพยานบุคคลในคดีอาญายืมใช้จากวิธีการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง
               กระบวนการสืบพยานในคดีอาญาจึงคล้ายคลึงกับกระบวนการสืบพยานในคดีแพ่งไปโดยสภาพ

                                                                                ิ
                     จากการศึกษาประวัติการร่างกฎหมายพบว่าเหตุที่ประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญามีลักษณะ
                                                                                                ั
                                                              ิ
               เช่นนี้เป็นเพราะความพยายามในการผสานระบบวิธีพจารณาของภาคพนยุโรปกับระบบขององกฤษเข้า
                                                                             ื้
               ด้วยกัน โดยวิธีการสืบพยานใช้ตามระบบขององกฤษ ส่วนวิธีการวินิจฉัยพยานหลักฐานใช้ตามระบบของ
                                                       ั
                    ื้
               ภาคพนยุโรป วิธีการค้นหาความจริงในคดีอาญาตามกฎหมายไทยจึงมีลักษณะผสมผสานระหว่าง ๒ ระบบ
               และการที่ในยุคปฏิรูปกฎหมายและการศาลนักกฎหมายไทยเน้นศึกษากฎหมายองกฤษและรับวิธีการตาม
                                                                                    ั
                                     ิ
                                                                        ิ
               แบบองกฤษมาใช้ในการพจารณาคดี บรรพตุลาการจึงคุ้นเคยกับวิธีพจารณาตามแบบอังกฤษและสืบทอดมา
                    ั
   2131   2132   2133   2134   2135   2136   2137   2138   2139   2140   2141