Page 2133 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2133
๒๑๑๕
ได้หรือไม่ มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายเป็นเกณฑ์ก าหนด ศาลจึงควรปรับถ้อยค าเสียใหม่ ไม่ควรน าค าว่า "รับ
ฟัง" มาใช้ปะปนกับการวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐานอีก
ในส่วนการวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐาน เมื่อศาลเห็นว่าจ าเลยกระท าความผิด โดยทั่วไปจะ
มิได้ใช้ค าว่า “แน่ใจว่า” ตามถ้อยค าที่บัญญัติในมาตรา ๒๒๗ วรรคหนึ่ง แต่จะใช้ถ้อยค าว่า “พยานหลักฐาน
ั
โจทก์รับฟงได้โดยปราศจากความสงสัยว่า...” (เช่น ฎ.๕๐๙๑/๒๕๓๙, ๖๘๓๐/๒๕๔๔, ๑๕๗๑๗/๒๕๕๓,
ั
๑๐๘๕/๒๕๕๔, ๑๘๖๓/๒๕๖๐, ๔๓๓๘/๒๕๖๐, ๑๙๕๒/๒๕๖๑) “พยานหลักฐานโจทก์รับฟงได้โดย
ปราศจากความสงสัยตามสมควรว่า...” (ฎ.๙๖๗๒/๒๕๕๒) หรือถ้อยค าอนท านองเดียวกัน ซึ่งถ้อยค านี้ไม่
ื่
ปรากฏอยู่ในบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยตรง แต่มีลักษณะคล้ายเป็นอนุมานจากถ้อยค าในมาตรา ๒๒๗
วรรคสอง ที่ว่า “เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจ าเลยได้กระท าผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้น
ให้จ าเลย” ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่วางหลักการให้ศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จ าเลย เมื่อคดียังมีความ
สงสัยตามสมควรว่าจ าเลยได้กระท าผิดตามฟองหรือไม่ ถ้อยค าที่ศาลใช้จึงเป็นไปตามแนวทางเดียวกับ
้
ิ
มาตรฐานการพสูจน์ในคดีอาญาของระบบคอมมอนลอว์ที่ถือหลักว่าในคดีอาญาโจทก์ต้องน าสืบ
พยานหลักฐานให้ฟงได้โดยปราศจากความสงสัยตามสมควร (beyond a reasonable doubt) ว่าจ าเลย
ั
กระท าความผิดตามฟ้อง มิฉะนั้น ศาลจะยกฟ้อง ซึ่งต่างกับหลักการวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐานในระบบ
ซีวิลลอว์ที่ใช้หลักความเชื่อมั่นภายในใจ (intime conviction) กล่าวคือหากในท้ายที่สุดพยานหลักฐานทั้ง
ปวงที่แสวงหามาได้นั้นยังไม่อาจท าให้เชื่อมั่นได้เนื่องจากยังคงมีความสงสัยในความผิดของจ าเลยหลงเหลือ
อยู่ ศาลก็จะยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จ าเลย (in dubio pro reo)
อย่างไรก็ตาม ทั้งมาตรฐานการพสูจน์ในระดับปราศจากความสงสัยตามสมควร (beyond a
ิ
reasonable doubt) ในระบบคอมมอนลอว์ และหลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จ าเลย (in dubio pro
reo) ในระบบซีวิลลอว์ มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือหากไม่อาจพิสูจน์ได้โดยแจ้งชัดว่าจ าเลยกระท าความผิดต้อง
๑๙๓
ยกฟองปล่อยตัวจ าเลยไป ปัจจุบันหลักการพสูจน์ในระดับปราศจากความสงสัยตามสมควร และหลักยก
ิ
้
ประโยชน์แห่งความสงสัยให้จ าเลย ต่างก็ได้รับการยอมรับในระดับสากล เห็นได้จากค าวินิจฉัยขององค์กร
ิ
ระหว่างประเทศที่จะอางองถึง ๒ หลักนี้ เช่น คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United
้
๑๙๓ สองหลักนี้มีเป้าหมายเดียวกัน แต่ต่างกันที่กระบวนการ กล่าวคือ การพิสูจน์ในระดับปราศจากความสงสัยตามสมควร
้
(beyond a reasonable doubt) ซึ่งพัฒนาขึ้นในระบบคอมมอนลอว์ที่ใชหลักการเสนอข้อเท็จจริงโดยคู่ความ จะเน้นไปท ี่
ภาระการพิสูจน์ของโจทก์ที่จะต้องกระท าให้ถึงระดับมาตรฐานดังกล่าว แต่หลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จ าเลย (in
้
dubio pro reo) ซึ่งพัฒนาขึ้นในระบบซีวิลลอว์ที่ใชหลักการแสวงหาข้อเท็จจริงโดยศาล มิได้เน้นไปที่ภาระการพิสูจน์ของ
โจทก์ แต่มุ่งไปที่พยานหลักฐานที่ได้มาทั้งหมดในคดีเป็นส าคัญ

