Page 2128 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2128

๒๑๑๐





                                                                     ิ
               ตั้งแต่เริ่มต้นวิชาชีพ ถือเป็นอุดมการณ์และแนวปฏิบัติส าคัญที่ผู้พพากษายึดถือ ดังนั้น การน าพยานหลักฐาน
               เข้าสืบและการซักถามพยานผู้พิพากษาย่อมต้องตระหนักถึงแนวทางดังกล่าว

                        การจะพฒนาบทบาทของผู้พพากษาให้สอดคล้องกับระบบการค้นหาความจริงในคดีอาญาตามที่
                               ั
                                                ิ
               กฎหมายรับรองไว้ ผู้เขียนเห็นว่ามีความจ าเป็นต้องปรับแก้แนวปฏิบัติตามข้อ ๙ พร้อมค าอธิบายให้

                                                                                            ึ
               สอดคล้องกับหลักการแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยวางแนวปฏิบัติให้ผู้พิพากษาพงใช้อ านาจตาม
               กฎหมายตามที่เห็นว่าจ าเป็นและสมควรเพอประโยชน์ในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพอ
                                                                                                       ื่
                                                    ื่
                                                           ั
                 ิ
               พสูจน์ข้อเท็จจริง ท าความจริงแท้ในคดีให้ปรากฏ อนจะยังประโยชน์และความยุติธรรมสูงสุดแก่สังคมและ
               ประชาชน

                     ๔.๕ วิเคราะห์บทบาทของศาลไทยด้วยระบบการค้นหาความจริง

                     การค้นหาความจริงประกอบด้วยขั้นตอนส าคัญ ๒ ขั้นตอน คือ การสืบพยานหลักฐาน ซึ่งเป็น

               กระบวนการตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นในคดี และการวินิจฉัยพยานหลักฐาน
                                                                       ื่
               ซึ่งเป็นกระบวนการวิเคราะห์และประเมินน้ าหนักพยานหลักฐานเพอการชี้ขาดประเด็นในคดี การวิเคราะห์
               บทบาทของศาลไทยจึงจะแยกวิเคราะห์ตามขั้นตอนดังกล่าว

                        ๔.๕.๑ บทบาทในการสืบพยานหลักฐาน


                                                                                   ิ
                        ดังที่ได้กล่าวมาโดยล าดับข้างต้นว่า หลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญาเป็นไป
               ตามหลักการตรวจสอบและค้นหาความจริงตามเนื้อหา บทบัญญัติที่แสดงถึงหลักการนี้อย่างเด่นชัด คือ

                                               ๑๘๒
               มาตรา ๒๒๙ ที่ให้ศาลเป็นผู้สืบพยาน  ซึ่งนักนิติศาสตร์โดยเฉพาะที่ผ่านการศึกษากฎหมายจากภาคพน
                                                                                                       ื้
               ยุโรปต่างเห็นว่าบทบัญญัติมาตรานี้ก าหนดให้การสืบพยานหรือการค้นหาความจริงเป็นอานาจหน้าที่ของ

                   ๑๘๓
               ศาล
                        แม้จะไม่ปรากฏค าวินิจฉัยของศาลฎีกาสนับสนุนความเห็นดังกล่าว แต่เมื่อตรวจสอบถ้อยค าในต้น

               ร่างประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญาจากแฟมร่างกฎหมาย ปรากฏถ้อยค าในร่าง ดังนี้ "Section
                                                            ้
                                     ิ
               192. - Evidence shall be taken by the Court, either within the Court's precincts or outside at
               any place which the Court may think fit to order when so required by the nature of evidence

                                                            ั
               "  ถ้อยค าภาษาองกฤษในต้นร่างนี้หากแปลตามตัวอกษรจะได้ว่า "พยานหลักฐานย่อมน ามาโดยศาล ไม่ว่า
                ๑๘๔
                               ั

               ๑๘๒  ยังมีบทบัญญัติอื่น ๆ ที่แสดงถึงหลักการนี้อีก เช่น มาตรา ๒ (๑๑) มาตรา ๑๓๑ ถึง ๑๓๓ และมาตรา ๒๒๖ เป็นต้น
               ๑๘๓  คณิต ณ นคร, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ ๕, น.๗๕; และสุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ ๑๔๕, น.๓๙๒.
               ๑๘๔  ส านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, Office of the Juridical Council, Draft Code of Criminal Procedure Vol.
               XXII, ไมโครฟิล์มม้วนที่ 22-7-section 01, p.22/63. ทั้งนี้ ในส่วนมาตรา ๒๒๘ ปรากฏถ้อยค าในต้นร่างเดียวกัน (มาตรา
   2123   2124   2125   2126   2127   2128   2129   2130   2131   2132   2133