Page 2124 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2124
๒๑๐๖
โดยเฉพาะเรื่องการถามพยานที่แม้ตามกฎหมายศาลอาจเลือกถามพยานด้วยวิธีใดก็ได้ และถามพยานเมื่อใดก็
ได้ก็ตาม แต่โดยทั่วไปศาลมักใช้วิธีให้คู่ความถามพยานเองตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งประเพณีปฏิบัติเช่นว่านี้ ปรากฏ
ชัดในค าอธิบายของศาสตราจารย์ โสภณ รัตนากร อดีตประธานศาลฎีกา ที่ว่าทางปฏิบัติที่ถือกันมาเป็น
ิ
ิ
ประเพณี ข้อแนะน าแก่ผู้พพากษาใหม่ ตลอดจนประมวลจริยธรรมของตุลาการล้วนแต่ถือกันว่าผู้พพากษามิ
ควรสอดแทรกถามพยานในระหว่างที่คู่ความก าลังถามอยู่ ทั้งนี้ คงเพราะต้องการให้ศาลได้วางตัวเป็นกลาง
๑๖๘
โดยเคร่งครัด อันเป็นไปตามแนวทางในระบบคอมมอนลอว์
การจะปรับเปลี่ยนประเพณีปฏิบัติที่สืบทอดมาอย่างยาวนานนี้ ผู้เขียนเห็นว่าการศึกษาแยกแยะให้
ึ
เห็นถึงความแตกต่างระหว่างทางปฏิบัติกับระบบการค้นหาความจริงที่แท้จริงตามกฎหมาย รวมตลอดถงการ
ท าความเข้าใจในประวัติศาสตร์การร่างประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญาและบริบททางสังคม
ิ
การเมืองของไทยที่ผ่านมาเป็นเรื่องส าคัญ เพราะหากนักกฎหมายไทยเข้าใจถึงความเป็นมาแห่งกฎหมายและ
ั
ทางปฏิบัติอย่างถ่องแท้ ย่อมจะเข้าถึงเจตนารมณ์อนแท้จริงของกฎหมายและท้ายที่สุดก็จะก่อให้เกิดการ
ปฏิบัติที่โน้มเข้าหาเจตนารมณดังกล่าว
์
๔.๔.๓ ประวัติศาสตร์
ิ
นอกจากอทธิพลของระบบคอมมอนลอว์จะแฝงอยู่ในทัศนคติของนักกฎหมายและวิธีปฏิบัติของ
ศาลไทย หลักกฎหมายคอมมอนลอว์ยังผสมผสานอยู่ในบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพจารณาความอาญาด้วย
ิ
จากการค้นคว้าเอกสารในแฟ้มร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา พบว่าในการยกร่างนอกจากผู้ร่าง
ได้น ากฎหมายต่างประเทศมาเป็นแนวทางแล้ว ยังปรากฏข้อมูลด้วยว่ามีการน าหลักกฎหมายเดิมของไทยมา
ใช้ และพยายามร่างขึ้นให้สอดคล้องกับกฎหมายลักษณะพยานของไทยที่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่คุ้นเคย
๑๖๙
ดีอยู่แล้ว มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยไปตามทางปฏิบัติปัจจุบัน (ในขณะนั้น) บทบัญญัติที่เสริมเข้า
ี
มาบางมาตราเพยงแต่เพมเติมให้สมบูรณ์ขึ้น แต่ในส่วนการรับฟงและวินิจฉัยพยานหลักฐานนั้น
ิ่
ั
คณะกรรมการชั้นสูงให้ยึดหลักการที่ใช้อยู่ในประเทศไทยในขณะนั้นซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับระบบของ
๑๖๘ โสภณ รัตนากร, อ้างแล้ว เชงอรรถที่ ๗, น.๔๐๑-๔๐๒. ซึ่งศาสตราจารย์ โสภณ ระบุว่า วิธีการดังกล่าวสอดคล้องกับ
ิ
วิธีการสืบพยานของระบบกล่าวหาที่ศาลไทยน ามาใช ้
๑๖๙ ได้แก่ พระราชบัญญัติลักษณะพยาน รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๓ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความมีโทษส าหรับใชไปพลาง
้
ก่อน รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๕ เป็นต้น และยังปรากฏในงานเขียนของนายพิชาญ บุลยง (René Guyon) หนึ่งในคณะกรรมการ
ร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าในการยกร่าง “ได้มีการชี้ขาดในปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์การรับฟัง
พยานหลักฐานด้วยการรับเอาระบบที่เรียกว่า La preuve morale มาใช้ อันเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันอยู่
ในสยาม...” พิชาญ บุลยง (René Guyon), อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ ๑๔๑, น.๙๗, ๑๒๓.

