Page 2121 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2121

๒๑๐๓





                        (๓) บทบาทของผู้พพากษาในการถาม และวิธีการถามพยาน บทบัญญัติแห่งกฎหมายของประเทศ
                                        ิ
               ภาคพนยุโรปบัญญัติให้อานาจศาลอย่างชัดเจนว่าให้ศาลท าการถามพยาน และให้พยานตอบด้วยวิธีเล่าเรื่อง

                    ื้
               ไปจนจบโดยไม่มีการสอดแทรก ส่วนการถามของคู่ความต้องได้รับอนุญาตจากศาล ต่างกับบทบัญญัติใน
               ประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญาของไทยที่มิได้ก าหนดวิธีการถามพยานของศาลและของคู่ความไว้
                                  ิ
                                        ี
               เป็นการเฉพาะ คงก าหนดไว้เพยงวิธีการเฉพาะส าหรับคดีอาญาบางประการ เช่น การสืบพยานเด็กอายุไม่กิน
                    ๑๕๗
               ๑๘ ปี  ดังนั้น การถามพยานในคดีอาญาจึงต้องน าวิธีการตามประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความแพง
                                                                                                       ่
                                                                                         ิ
               มาตรา ๑๑๒ ถึง มาตรา ๑๑๘ มาใช้บังคับ ซึ่งศาลจะเลือกถามเองก่อนแล้วจึงให้คู่ความซักถาม หรือจะให้
               คู่ความซักถามและถามค้านไปทีเดียวก็ได้ และการถามของคู่ความถือเป็นสิทธิเหมือนในวิธีพจารณาของ
                                                                                              ิ
               ระบบคอมมอนลอว์ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลเช่นในวิธีพิจารณาของระบบซีวิลลอว์


                                                     ั
                        อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการรับฟงพยานหลักฐาน ด้วยผลของการเพมเติมบทบัญญัติมาตรา
                                                                                    ิ่
                                        ั
               ๒๒๖/๓ ว่าด้วยการห้ามรับฟงพยานบอกเล่า และมาตรา ๒๒๗/๑ ว่าด้วยการวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานบอก
                                                ื่
               เล่า และพยานที่มีข้อบกพร่องประการอน เข้าไปในประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญา ส่งผลให้แนว
                                                                             ิ
               ทางการรับฟงและวินิจฉัยพยานหลักฐานของไทยในภาพรวมโน้มเอยงไปทางระบบคอมมอนลอว์มากยิ่งขึ้น
                          ั
                                                                       ี
                                                    ั

               เพราะเป็นการจ ากัดอานาจศาลในการรับฟงพยานบอกเล่าตามหลักกฎหมายคอมมอนลอว์  และจ ากัด
                                                                                            ๑๕๘
               อ านาจศาลในการชั่งน้ าหนักพยานหลักฐานตามหลักอิสระในการวินิจฉัยพยานหลักฐาน
                                                                                      ๑๕๙
                        ๔.๔.๒ นิติประเพณี


                        แม้ว่าเดิมประเทศไทยจะมีกฎหมายของตนเอง แต่เมื่อได้ติดต่อค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น กฎหมาย
               ดั้งเดิมล่วงสมัยและไม่เพียงพอแก่สถานการณ์บ้านเมือง จึงมีการน าหลักกฎหมายองกฤษมาปรับใช้ เช่น เรื่อง
                                                                                   ั
               สินจ้าง ทรัสต์ หรือหลักกฎหมายปิดปาก เป็นต้น  ซึ่งหลักกฎหมายอังกฤษนี้มิได้เพียงน ามาใช้ในทางปฏิบัติ
                                                       ๑๖๐
                                                                                        ั
               เท่านั้น ยังน ามาใช้สอนในโรงเรียนกฎหมายด้วย ดังปรากฏข้อมูลในหนังสือ เรื่อง พฒนาการการศึกษา
               กฎหมายในประเทศไทย ของหลวงสารนัยประสาสน์ (ธัญญา ณ สงขลา) ความว่า


                        พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชด าริว่าการราชการยุติธรรมจะต้องด าเนิน
                        ให้ทันกับควมเจริญของบ้านเมือง ซึ่งจ าเป็นต้องมีผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางกฎหมายมากขึ้น จึง




               ๑๕๗  ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ ตรี และมาตรา ๑๗๒ จัตวา ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เพิ่มเติมเข้ามาในภายหลัง
               ๑๕๘  ศาสตราจารย์ (พิเศษ) จรัญ ระบุว่า มาตรา ๒๒๖/๓ น าเนื้อความของกฎหมายคอมมอนลอว์มาเขียนไว้ ดู จรัญ ภักดี
               ธนากุล, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ ๑๔๗, น.๓๑๙.
               ๑๕๙  คณิต ณ นคร, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ ๕, น.๑๐๘.
               ๑๖๐  แสวง บุญเฉลิมวิภาส, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ ๔, น.๑๙๘, ๒๕๐.
   2116   2117   2118   2119   2120   2121   2122   2123   2124   2125   2126