Page 2116 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2116

๒๐๙๘





               วางกลไกในการตรวจสอบความถกต้องครบถ้วนของพยานหลักฐาน โดยหากศาลเห็นว่าจ าเป็นต้องตรวจสอบ
                                          ู
                                                                                                       ื่

                                                                                              ั
               ข้อมูลในส านวนการสอบสวนของโจทก์ก็ให้อานาจศาลเรียกส านวนการสอบสวนจากพนักงานอยการมาเพอ
               ประกอบการวินิจฉัยได้ (มาตรา ๑๗๕)  ซึ่งบทบัญญัติเหล่านี้ให้อานาจศาลสามารถใช้บทบาทเชิงรุกในการ

                                               ๑๔๖

                                     ื่
               แสวงหาพยานหลักฐานเพอท าให้เกิดความชัดเจนในคดีได้ และการให้อานาจศาลใช้บทบาทเชิงรุกในการ
               ค้นหาความจริงนี้มิได้จ ากัดเฉพาะในศาลชั้นต้นเท่านั้น ในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาหากศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาล
               ชั้นฎีกาเห็นว่าควรสืบพยานเพิ่มเติม กฎหมายก็ให้อ านาจเรียกพยานมาสืบเองหรือจะสั่งศาลชั้นต้นสืบให้แทน
                                              ๑๔๗
               ก็ได้ (มาตรา ๒๐๘ (๑), มาตรา ๒๒๕)  นอกจากให้อานาจในการแสวงหาพยานหลักฐานยังมีบทบัญญัติให้


                                              ิ
                                                                                ื่
               อานาจศาลในการควบคุมกระบวนพจาณาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพอไม่ให้มีการด าเนินกระบวน
                         ุ่
                 ิ

                                                                                         ิ
                             ื
               พจารณาที่ฟมเฟอยโดยไม่จ าเป็น โดยให้อานาจศาลสั่งงดพยานหรือการด าเนินกระบวนพจารณาใด ๆ ที่เห็น
               ว่าไม่จ าเป็นได้ (มาตรา ๑๗๔ วรรคสี่)
                                                      ิ
                        อย่างไรก็ดี แม้ประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญาจะก าหนดว่าศาลเป็นผู้สืบพยาน กล่าวคือ
               ให้ศาลเป็นผู้ค้นหาความจริงในคดี แต่กฎหมายก็ก าหนดเงื่อนไขไว้ด้วยว่า พยานหลักฐานดังกล่าว “ให้สืบ
                                                                                 ๑๔๘
               ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยาน”  โดยประมวลกฎหมายวิธี
               พิจารณาความอาญาก าหนดหลักเกณฑ์การสืบพยานหลักฐานไว้เพียงบางส่วน มิได้ก าหนดวิธีการอ้างและการ
                          ๑๔๙
                                                                                       ้
               สืบไว้ทั้งหมด  คงบัญญัติไว้เท่าที่เป็นหลักการเฉพาะในการด าเนินคดีอาญา เช่น ให้อางพยานหลักฐานได้
               ทุกชนิดที่น่าจะพสูจน์ได้ว่าจ าเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีค ามั่น
                             ิ
                                                                                       ้
               สัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอน (มาตรา ๒๒๖) หรือห้ามโจทก์อางจ าเลยเป็นพยาน
                                                          ื่
                                      ้
               (มาตรา ๒๓๒) แต่จ าเลยอางตนเองเป็นพยานได้ (มาตรา ๒๓๓) เป็นต้น แต่วิธีการเบิกความและซักถาม

                                                                                   ่
                                                                      ิ
               พยานบุคคลมิได้ก าหนดไว้ ต้องยืมใช้จากประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความแพง ซึ่งให้อานาจศาลเลือก

               ๑๔๖  ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๕ “เมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว ถ้าเห็นสมควรศาลมีอ านาจเรียกส านวนการสอบสวนจากพนักงาน
               อัยการมาเพื่อประกอบการวินิจฉัยได้”
               ๑๔๗  ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๘ “ในการพิจารณาคดีอุทธรณ์ตามหมวดนี้
                                                                                            ั้
                     (๑) ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าควรสืบพยานเพิ่มเติม ให้มีอ านาจเรียกพยานมาสืบเองหรือสั่งศาลชนต้นสืบให้ เมื่อ
               ศาลชั้นต้นสืบพยานแล้ว ให้ส่งส านวนมายังศาลอุทธรณ์เพื่อวินิจฉัยต่อไป
                     (๒) ...”
               ๑๔๘  ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖ “พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพิสูจน์ได้ว่าจ าเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อ้างเป็น
               พยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีค ามั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการ
               อื่น และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยาน”
               ๑๔๙  เดิม ป.วิ.อ. ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการยื่นบัญชีระบุพยาน ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้เพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา ๒๒๙/๑ ว่า
               ด้วยการยื่นบัญชีระบุพยาน และแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๔๐ ว่าด้วยการยื่นพยานเอกสารต่อศาล อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการ
               เสนอและอ้างพยาน ปัจจุบันการยื่นบัญชีระบุพยานในคดีอาญาจึงอยู่ในบังคับมาตรา ๒๒๙/๑
   2111   2112   2113   2114   2115   2116   2117   2118   2119   2120   2121