Page 2112 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2112
๒๐๙๔
ี
เอาแต่โดยที่เห็นบริสุทธิ์แก่ใจแลปราศจากอะคะติ ๔ ประการ อย่าได้ปล่อยให้จิตรของตนล าเอยงไปด้วย
ิ
ความเห็นแก่หน้าบุทคล ฤาเห็นแก่พวกพ้องฤาประชุมชนใด ๆ เพื่อว่าค าพิพากษาตัดสินของผู้พพากษาเหล่านี้
จะได้ประกอบไปด้วยความสัตย์และความยุติธรรมอย่างยิ่งที่จะเปนไปได้” ซึ่งมีลักษณะเป็นการก าหนด
แนวทางกว้าง ๆ เน้นที่การละวางอคติ และไม่ปรากฏบทบัญญัติใดรับรองหลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้
จ าเลยไว้ แต่ปรากฏว่าในห้วงเวลานั้นศาลฎีกาน าหลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยมาปรับใช้ในหลายคดี
ิ
้
โดยเฉพาะค าพพากษาฎีกาที่ ๓๒๖/๒๔๕๕ ซึ่งในวงการนิติศาสตร์หยิบยกขึ้นอางองอยู่เสมอ วินิจฉัยไว้ตอน
ิ
หนึ่งว่า “...ในคดีที่เปนอุกฤษฏโทษถึงตาย ถ้าการพิจารณายังมิกระจ่าง จะฟังเอาพิรุธนายถมยาลงโทษถึงตาย
นี้ยังหมิ่นเหม่ ยังมิบังควร และธรรมภาสิตว่าไว้ว่า คดีเมื่อมีเหตุเคลือบแคลงสงสัย แม้จะปล่อยผู้ผิดเสียสัก
๑๓๖
ิ
๑๐ คน ก็ยังจะดีกว่าลงโทษคนที่หาผิดมิได้คนหนึ่ง...” และยังมีค าพพากษาฎีกาที่ ๖๖๑/๒๔๖๒ วินิจฉัย
ว่า “ในคดีอาญาเมื่อมีเหตุอันน่าสงไสยค าพยานโจทย์แล้ว ต้องยกประโยชน์แห่งความสงไสยให้แก่จ าเลย โดย
๑๓๗
ิ
ไม่ต้องพจารณาถึงพยานของจ าเลยต่อไป” ซึ่งเป็นการน าหลัก in dubio pro reo มาปรับใช้ในลักษณะ
กฎเกณฑ์ที่ยอมรับกันโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับการใช้ในเยอรมนี แต่ก็มีข้อแตกต่างตรงที่ศาลฎีกาได้เน้นว่า
คดีอาญาโจทก์มีภาระการพสูจน์ โดยวางบรรทัดฐานไว้ตั้งแต่ยุคนั้นว่า ในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่น าสืบทุก
ิ
๑๓๘
ิ
องค์ประกอบความผิดของจ าเลย (ฎ.๓๗๐/๒๔๖๐, ๗๗๘/๒๔๖๐ และ ๘๖๕/๒๔๖๐) ซึ่งวิธีพจารณาของ
เยอรมนีมิได้เน้นในเรื่องนี้
ในระยะเริ่มต้นมีปัญหาในการเลือกระบบกฎหมายมาเป็นหลักในการปฏิรูป เนื่องจากมีระบบกฎหมาย
ที่ส าคัญอยู่ ๒ ระบบ คือ ระบบคอมมอนลอว์ (common law) ของประเทศองกฤษ กับระบบประมวล
ั
กฎหมาย (civil law) ของประเทศในภาคพื้นยุโรป โดยพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งส าเร็จ
ั
การศึกษาจากประเทศองกฤษและด ารงต าแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น เสนอให้ใช้ระบบ
กฎหมายอังกฤษ ประกอบกับขณะนั้นประเทศไทยได้น าหลักกฎหมายอังกฤษมาปรับใช้ในหลายกรณี และนัก
กฎหมายชั้นน าของไทยก็จบจากประเทศองกฤษ แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า
ั
กฎหมายเดิมของไทยมีแนวโน้มไปในทางระบบกฎหมายของประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมายมากกว่า เป็นการ
๑๓๖ กรมพระสวัสดิวัฒนวิศิษฎ์, โวหารกรมสวัสด พระพทธศักราช ๒๔๕๕, เล่ม ๓, หลวงราชบัญชา (ลออ แพ่งสภา)
ุ
ิ
รวบรวมพิมพ์ (พระนคร: เดลิเมล์, ๒๔๕๘) น.๒๖๕-๒๖๘. ทั้งนี้ ค าวินิจฉัยศาลฎีกาฉบับนี้หยิบยกแนวคิดที่นักนิติศาสตร์
อังกฤษน าเสนอไว้มาประกอบเหตุผล
๑๓๗ ธรมสาร เล่ม ๓, น.๑๖๐. และยังมีค าพิพากษาฎีกาในยุคนั้นทวินิจฉัยโดยน าหลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยมาปรับใช ้
์
ี่
ในคดีอาญาอีก เช่น ฎ.๑๗/๒๔๖๑, ๙๐/๒๔๖๑, ๕๖๙/๒๔๖๑, ๓๑/๒๔๖๒. ธร์มสาร เล่ม ๒, น.๑๐๕, ๑๐๙, ๑๑๐.
๑๓๘ ธร์มสาร เล่ม ๑, น.๓๓-๓๔.

