Page 2108 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2108

๒๐๙๐





                     ส่วนแนวทางการควบคุมกระบวนพิจารณาปรากฏบทบัญญัติอยู่ในลักษณตระลาการ ซึ่งก าหนดวิธีการ

               ควบคุมก ากับความประพฤติของคู่ความในระหว่างการสืบพยานไว้อย่างเข้มงวด ดังนี้

                        ๏  อนึ่งกระลาการถามความนั้นให้ดูลูกความ ให้แก้แต่ตามสัจตามจริงฝ่ายโจทจ าเลยก็ดี อย่าให้
                         ๕๗
                     ร้องแรกแถกเสียงส าหรากปากแขงเพ่งตาดูกันอย่าให้สีญี่ใบพลูใบตอง อย่าให้บิดญี่กระดาษ อย่าให้เอา

                                   ื้
                     ดินสอแลมีดขึดพนโรงสาร แลอย่าให้บ่นกระซิบปากเปล่า อย่าให้ผู้ใดเข้านั่งใกล้จะกระซิบเสี้ยมสอน
                     แลอย่าให้ภักพวกโจทภักพวกจ าเลยยักคิ้วกระยิบตาให้กิจดิกาสัญญาไว้แก่กัน อย่าให้ท ากลผิดจริตผิด

                     ประหลาดวิวาทกันสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้ามันกระท าดั่งกล่าวมานี้ไซ้ให้งดความนั้นไว้ เอาขึ้นเรียนแก่
                                                                                        ิ
                        ิ
                                               ิ
                     ผู้พภากษาให้ซัก ไซ้ไต่ถามเอาพรุทจงได้ ถ้าพรุทให้มีโทษตามโทษานุโทษ ถ้าหาพรุทมิได้ให้พจารณา
                                                          ิ
                                                                                                  ิ
                                        ๑๒๐
                     ตามเนื้อความนั้นสืบไป
                                                                                                       ั
                     ส่วนพระไอยการลักษณภญาณ บทบัญญัติส่วนใหญ่ก าหนดฐานะหรือลักษณะของพยานที่ฟังได้หรือฟง
               ไม่ได้ และสภาพบังคับที่มีต่อคู่ความหรือพยานที่ประพฤติปฏิบัติมิชอบเกี่ยวแก่พยาน ซึ่งถือเป็นบทบัญญัติว่า
               ด้วยการรับฟังพยานหลักฐาน ส่วนบทบัญญัติเกี่ยวด้วยการวินิจฉัยพยานหลักฐานปะปนอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก

                                            ๖๗
               เช่น มาตราสุดท้ายที่บัญญัติว่า “๏ มาตราหนึ่ง โจทจ าเลยอางพญาณ ๆ ต้องค้านต้องติงให้เลงดู ถ้าเปน
                                                                   ้
               พละความให้ยกเสีย ถ้าใจความเปนอาวุธความ ให้ผู้เปนเสนาธิบดีพงค้นหารากแก้ว จึ่งจะฆ่าความนั้นได้โดย
                                                                       ึ
                        ๑๒๑
               ยุติธรรม”  อย่างไรก็ดี ในตอนต้นของกฎหมายฉบับนี้ได้วางหลักการพจารณาคดีแก่ผู้ช าระความใน
                                                                               ิ
               ภาพรวม (ตระลาการท าหน้าที่ไต่สวน - ผู้พพากษาท าหน้าที่ตัดสิน) โดยเน้นย้ าให้ไตร่ตรองโดยสุขุมรอบคอบ
                                                   ิ
               ดังความตอนหนึ่งว่า

                        ๏ อนึ่งให้ผู้พิภากษาสุภากระลาการเลงดูค าพญาณนั้นโดยระบุส านวลควรที่จะฟังกไห้ฟังไห้ มิควรที่
                                                                                           ็
                                     ั
                                                      ั
                     จะฟงอย่าให้ฟงให้ฟงเอาค าพญาณแต่ที่อนจริง ได้เนื้อความประการใดจึ่งให้เลงดูค าสักขีพญาณแลให้
                                 ั
                         ั
                     ผู้พิภากษาตั้งสติปัญาผูกพันทในอารมณ พิจารณาดูโทษอันใหญ่อันน้อยอันมีภายในภายนอกสรรพการ
                                                                    ั
                     แห่งอาตมาภาพให้แจ้งในปัญาก่อนแล้วจึ่งให้ตั้งใจปลงฟงค าพญาณจงหนัก อย่าให้ลุะอานาทแก่ใจ

                                                                      ี
                     อนเปนบาป แลพภากษาว่ากล่าวประกอบด้วยปัญาจงเลอยดอย่าให้เลาะและปากเบา จึ่งจะสมเปน
                      ั
                                    ิ
                     ใหญ่ในที่พิภากษาปรับคดีทังปวง แม้นจะว่ากล่าวพิภากษาเนื้อความคดีทังปวงนั้นให้เลงดูในค าพญาณ
                     แลทางความให้เหนแน่ในใจคนเดียวก่อน ถ้าได้พิภากษาว่ากล่าวออกไปแล้วมีผู้เหนคดีนั้นบมิควรแลจะ








               ๑๒๐  เรื่องเดียวกัน, น.๔๘๕.
               ๑๒๑  เรื่องเดียวกัน, น.๖๓๖.
   2103   2104   2105   2106   2107   2108   2109   2110   2111   2112   2113