Page 2107 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2107

๒๐๘๙





                                                     ๑๑๖
                                                                             ิ
               ความเทจ์ แลจริงแห่งโจทแห่งจ าเลยจงได้...”  ซึ่งเป็นการก าหนดให้ผู้พจารณาคดีมุ่งพจารณาให้ได้ความ
                                                                                         ิ
                                                                                                    ุ
               จริง (หรือความเท็จ) ทั้งนี้ ในการไต่สวนตรวจสอบความจริง (หรือเท็จ) นั้น กฎหมายบัญญัติโดยอปมา
               ตระลาการเป็นพรานล่าเนื้อที่จะต้องพยายามไล่ล่าเนื้อที่ล่านั้นมาให้จงได้ พร้อมมีถ้อยค าส าคัญที่แสดงถึง
               ความประสงค์เช่นว่านั้น ดังความที่ว่า “...ให้สุภากระลาการ ตั้งใจหมายมั่นพจารณาให้ถูกต้องตามท้อง
                                                                                  ิ
               ส านวนเอาความเทจ์ แลจริงให้ถ่องแท้ ... ถ้าพิจารณาในส านวนยังหาได้จริงได้เทจไม่ ก็ให้เร่งไต่สวนตามท้อง
                                                                                          ๑๑๗
                                                                                                  ิ
               ส านวนโจทส านวนจ าเลยให้สิ้นสุดเงื่อนสายกระแสความ ก็จะได้จริงได้เทจเปนอนแท้...”  เมื่อพจารณา
                                                                                   ั
               บทบัญญัติดังกล่าวประกอบกันก็จะเห็นได้ถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ค้นหาความจริงแท้ (truth)
               แห่งคดี มิได้จ ากัดเฉพาะข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่คู่ความน าเสนอเท่านั้น

                          ิ
                     หลักอนทภาษยังได้วางแนวทางในการพพากษาคดีของผู้พพากษาไว้ด้วยว่า “... อนึ่งอามาตย
                                                         ิ
                                                                         ิ

               ผู้พภากษาตัดสีนคดีนั้น พงพเคราะห์สอดส่องส านวนความแห่งโจทแห่งจ าเลยจงละเอยด ให้รู้ว่าข้อหาแลให้
                                                                                      ี
                                       ิ
                                     ึ
                  ิ
                                                                                     ิ
                                       ิ
                          ิ
               การ ข้อนั้นพรุท ข้อนั้นมิได้พรุท ข้อนั้นเปนใจความ ข้อนั้นเปนพลความ ถ้าใจความพรุทแลส านวนอนอยู่บมิ
                                                                                                 ั้
               แจ้งจริง ควนซักให้ซักควนสืบให้สืบ เอาความจริงมาประกอบส านวนจงใด้...”  ซึ่งบทบัญญัตินี้ชี้ให้เห็นว่า
                                                                               ๑๑๘
               ในชั้นพิพากษาคดีหากผู้พพากษาพบว่าข้อเท็จจริงในส านวนคดีนั้นยังไม่ชัดแจ้งเพียงพอแกการชี้ขาดกฎหมาย
                                    ิ
                                                                                         ่
               ก็ให้อ านาจผู้พพากษาที่จะสืบพยานเพอให้ได้ความจริง อีกทั้งได้วางหลักการวินิจฉัยชี้ขาดคดี โดยใช้วิธีอปมา
                                               ื่
                           ิ
                                                                                                    ุ
               ประกอบ ดังนี้
                           ...อนึ่งให้อ ามาตยผู้พิภากษาใคร่ครวนดูส านวนแห่งโจทแห่งจ าเลยให้เหนข้อแพ้ ข้อชนะ จงประ
                           จักแจ้ง แล้วจึ่งพภากษาตัดสีนข้อคดีนั้น ประดูจอาการแห่งเสนะคือเหยี่ยวอนร่อนอยู่ในอากาศ
                                        ิ
                                                                                         ั
                                                                              ั
                           คอยแลดูหมู่มัจฉาชาติในมหานัที แลเหยี่ยวนั้นครั้นเหนปลาอนว่ายอยู่ประจักแกจักษุแล้ว ก็
                           ร่อนลงมาโฉบฉาบเอาปลาได้ ด้วยกรงเล็บของตน เหยี่ยวนั้นก็ได้บริโภคเปนภักษาหาร แลมี
                           อุปรมาฉันใดให้พิภากษาเลงดูกะทงใจความซึ่งจะแพ้แลชะนะ หมายให้แม่นแท้แก่ใจแล้ว ให้จับ
                                                                                              ิ
                                                             ั
                           เอากะทงความนั้นขึ้นวินิไฉย แลข้อความอนใดเปนแต่ใบกิ่งก้านกาฝากษาขา ให้พภากษาช าระ
                           ตัดรอนเสียให้ย่อยยับ แล้วจับเอาแต่ใจความแลสถานรากแก้วยึดได้แล้ว จึ่งจะพิภากษาฆ่าความ
                           นั้นตายได้...”
                                     ๑๑๙


               ๑๑๖  ราชบัณฑิตยสถาน, กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, จัดพิมพ์ตามต้นฉบับหลวง เล่ม ๑
               (กรุงเทพมหานคร: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๐), น.๒๐๕. อนึ่ง ในต้นฉบับมีการใชเครื่องหมายปีกกาประกอบนามบุคคล ค า
                                                                          ้
               หรือตัวเลข แทนความหมายของค าที่มีความเกี่ยวข้องหรือร่วมอยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน แต่เพื่อความสะดวกแก่การจัดพิมพ์
               ผู้เขียนได้ละเครื่องหมายปีกกาและใช้ค าอ่านที่ถูกต้องแทนในทุกข้อความที่คัดมา
               ๑๑๗  เรื่องเดียวกัน.
               ๑๑๘  เรื่องเดียวกัน, น.๒๐๖.
               ๑๑๙  เรื่องเดียวกัน.
   2102   2103   2104   2105   2106   2107   2108   2109   2110   2111   2112