Page 2102 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2102

๒๐๘๔





               ถือเป็นการก าหนดภาระหน้าที่ของโจทก์ว่าต้องพสูจน์โดยปราศจากความสงสัยตามสมควรว่าจ าเลยกระท า
                                                        ิ
                                                                                              ้
                                                                                    ิ
                                               ิ
               ความผิดตามที่กล่าวหา หากไม่อาจพสูจน์ปลดเปลื้องภาระดังกล่าวได้ศาลก็จะพพากษายกฟองปล่อยตัว
                                                                                         ๙๓
               จ าเลย ส่วนจ าเลยมีหน้าที่เพียงท าให้เกิดความสงสัยในข้อกล่าวหาว่าไม่อาจพิสูจน์ได้เท่านั้น
                        กฎเกณฑ์ทางพยานหลักฐานที่ส าคัญอกประการหนึ่งที่องกฤษได้สร้างขึ้น คือ กฎว่าด้วย
                                                           ี
                                                                           ั
               พยานหลักฐานที่ดีที่สุด (rules of the best evidence) ซึ่งก าหนดให้คู่ความน าเสนอพยานหลักฐานที่ดีที่สุด
               หากเสนอพยานหลักฐานล าดับรองลงไปจะไม่รับฟง และพยานหลักฐานบางอย่างที่เห็นว่าอาจชักน าให้คณะ
                                                         ั
               ลูกขุนวินิจฉัยข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีอคติก็จะถูกตัดออกเช่นกัน เช่น ประวัติการกระท าความผิดของ
               จ าเลย เป็นต้น กฎเกณฑ์ห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานดังกล่าว เรียกว่า บทตัดพยาน (exclusionary rules)

                                                                                     ั
               ซึ่งใช้มาอย่างยาวนานในระบบกฎหมายองกฤษ อย่างไรก็ตาม ในปี ค.ศ. ๒๐๐๓ องกฤษได้ออกกฎหมาย
                                                  ั
               The Criminal Justice Act 2003 ผ่อนคลายหลักการดังกล่าวลง ให้ศาลมีอานาจรับฟงพยานหลักฐาน
                                                                                          ั

                                  ั
               บางอย่างได้ เช่น รับฟงพยานบอกเล่าได้เมื่อสามารถระบุตัวตนของบุคคลที่กล่าวถ้อยค าแต่บุคคลนั้นไม่อาจ
               มาเบิกความ หรือเป็นข้อความที่อยู่ในเอกสารทางธุรกิจ (business document) และศาลเห็นว่าการรับฟง
                                                                                                       ั
                                             ๙๔
                                                                                           ั
                                                               ิ
               ไม่ขัดต่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม  ทั้งยังให้อ านาจผู้พพากษาอนุญาตให้คณะลูกขุนรับฟงข้อมูลความผิด
               ครั้งก่อนและความประพฤติไม่ดีที่ผ่านมาของจ าเลยซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีได้ แต่ก็อาจตัดพยานหลักฐานดังกล่าว
               ออกหากเห็นว่าลูกขุนจะให้น้ าหนักอย่างไม่เหมาะสม


                        ๓.๒.๒ ศาลสหรัฐอเมริกา


                        ประเทศสหรัฐอเมริกาเคยเป็นอาณานิคมขององกฤษ และชาวอเมริกันดั้งเดิมมาจากองกฤษ
                                                                 ั
                                                                                                   ั
               สหรัฐอเมริกาจึงได้รับอทธิพลทางกฎหมายจากองกฤษ  และใช้ระบบคอมมอนลอว์เช่นเดียวกัน แต่ด้วย
                                                             ๙๕
                                                        ั
                                   ิ
               ระบบการปกครองประเทศที่เป็นแบบสหพนธรัฐ ระบบศาลของสหรัฐอเมริกาจึงเป็นระบบศาลคู่ขนาน
                                                    ั
                                                                                       ๙๖
               (dual system) โดยมีทั้งศาลสหรัฐ และศาลมลรัฐ ปฏิบัติหน้าที่แยกต่างหากจากกัน  ทั้งนี้ วิธีพจารณา
                                                                                                  ิ
               คดีอาญาของสหรัฐอเมริกาได้รับอทธิพลโดยตรงมาจากรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐ (United States
                                                ิ
                                                ิ่
               Constitution) โดยเฉพาะฉบับแก้ไขเพมเติม ๑๐ ฉบับแรก ที่ถือเสมือนเป็นค าประกาศสิทธิ (the Bill of
                                            ิ่
               Rights) ของพลเมือง และฉบับแก้ไขเพมเติมครั้งที่ ๑๔ ที่มีบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนการนิติธรรม (due process clause)





               ๙๓  Martin Partington, supra note 78, p.116.
               ๙๔  Ibid., p.117.
               ๙๕  Peter Hay, Law of the United States 3  ed. (Bruylant, Brussels: C.H. Beck, 2010), p.1.
                                                 rd
               ๙๖  George F. Cole and Christopher E. Smith, supra note 31, p.244.
   2097   2098   2099   2100   2101   2102   2103   2104   2105   2106   2107