Page 2101 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2101

๒๐๘๓





                            ิ
                        การพสูจน์ในระดับปราศจากความสงสัยตามสมควรข้างต้นเป็นมาตรฐานการพสูจน์ในคดีอาญาที่
                                                                                         ิ
                 ั
               พฒนาขึ้นในองกฤษหลังคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ ด้วยอทธิพลจากงานเขียนของนักกฎหมายองกฤษที่มีชื่อเสียง
                                                                                          ั
                                                          ิ
                           ั
               หลายคน เช่น Sir John Fortescue (ค.ศ. ๑๓๙๔ - ๑๔๗๖) Sir Mathew Hale (ค.ศ. ๑๖๐๙ - ๑๖๗๖)
               และ Sir William Blackstone (ค.ศ. ๑๗๒๓ - ๑๗๘๐) ที่น าเสนอแนวคิดเรื่องการปล่อยคนผิด ดีกว่าลงโทษ
                                            ๘๙
                                                                ิ
               คนบริสุทธิ์ ตามแนวกฎหมายโรมัน  ซึ่งช่วงแรกถือหลักพสูจน์จนสิ้นสงสัย (beyond any doubt) แต่หลัง
               กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ นักวิชาการหลายคน เช่น John Wilkins Robert  Boyle Joseph Glanville
               หรือ John Locke โต้แย้งว่าเป็นมาตรฐานที่สูงเกินไป ยากที่จะปฏิบัติได้ เพราะในความเป็นจริงแทบเป็นไป

               ไม่ได้ที่ในแต่ละคดีจะไม่มีความสงสัยใด ๆ หลงเหลืออยู่เลย ความสงสัยที่จะน ามาเป็นเหตุยกฟองควรเป็น
                                                                                               ้
                                                                                    ๙๐
               ความสงสัยที่สมควร (reasonable doubt) และเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบความผิด  ต่อมาปี ค.ศ. ๑๙๓๕
                            ั
               ศาลสูงขององกฤษ (House of Lords) ได้วางหลักไว้ในคดี Woolmington v Director of Public
                           ๙๑
                                                   ิ
               Prosecutions  ว่า พนักงานอยการต้องพสูจน์ทุกองค์ประกอบความผิด รวมตลอดถึงสภาพภายในใจของ
                                          ั
                                   ิ
               จ าเลย หากจ าเลยถูกพพากษาลงโทษโดยที่ลูกขุนยังคงมีความสงสัยจะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อหลักการ
               สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ (presumption of innocence) และมีความจ าเป็นในการแนะน าลูกขุนว่า
                                                                       ๙๒
               ความผิดจะต้องได้รับการพิสูจน์โดยปราศจากความสงสัยตามสมควร  อันเป็นการวางรากฐานของมาตรฐาน
               การพสูจน์ในระดับปราศจากความสงสัยตามสมควร (beyond reasonable doubt) ซึ่งมาตรฐานดังกล่าว
                    ิ


                                                                                     ี้
               พยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย รวมถึงให้ความเห็นเกี่ยวกับบุคลิกและท่วงทีของพยาน และชแนะว่าพยานหลักฐานใด
               เกี่ยวกับการวินิจฉัยในประเด็นใด จากนั้นจึงปล่อยให้คณะลูกขุนวินิจฉัยโดยอิสระ. see ibid., pp.756-757.
               ๘๙  Fortescue ใชอัตราส่วน ๒๐ : ๑ Hale ใชอัตราส่วน ๕ : ๑ Blackstone ใชอัตราส่วน ๑๐ : ๑ (it is better that ten
                                                 ้
                            ้
                                                                         ้
               guilty persons escape, than that one innocent suffer) และยังมีการใชอัตราส่วนไปไกลถึง ๑๐๐ : ๑ ดู บัญญัติ
                                                                         ้
               สุชวะ, “ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จ าเลย.” ดลพาห, ปีที่ ๑๑, เล่ม ๙ (กันยายน ๒๕๐๗), น.๒; see also John H.
                                                     ุ
                 ี
               Langbein, The Original of Adversary Criminal Trial, (New York   Oxford University Press 2003), pp.261-
                                                                      :
               262.
               ๙๐  Anthony A   Morano, “A Reexamination of the Development of the Reasonable Doubt Rule,   Boston
                                                                                                ”
                          .
               University Law Review, Vol   55, No   3 (May 1975), pp.513-515; see also Barbara J Shapiro, “Beyond
                                              .
                                       .
               Reasonable Doubt: The Neglected Eighteenth – Century Context,” Law & Humanities, Vol. 8, Issue 1 (June
               2014), pp.29-42.
               ๙๑  Woolmington v DPP ([1935] AC 462 HL) ต่อมาวินิจฉัยท านองเดียวกันในคดี Mancini v DPP ([1942] AC 1, HL
               (E)) ปัจจุบันก็ยังอ้างอิงหลักการนี้ อย่างในคดี Wang v HL ([2005] UKHL, 1 WLR) เป็นต้น
               ๙๒  Sian  Elias,  Fairness  in  Criminal  Justice   Golden  Threads  and  Pragmatic  Patches,  ( Cambridge:
                                                     :
               Cambridge University Press, 2018), pp.35-36; ซึ่ง Cole and Smith ระบุว่า ข้อความคิดเรื่อง “ความสงสัยตาม
               สมควร” (reasonable doubt) ถือเป็นหัวใจของระบบลูกขุน โดยเป็นมาตรฐานที่ลูกขุนใชในการวินิจฉัยว่าโจทก์น าสืบ
                                                                                   ้
                                     ั
               พยานหลักฐานเพียงพอให้รับฟงลงโทษได้หรือไม่ และลูกขุนควรลงมติให้ยกฟ้องหากเห็นว่าคดียังคงมีความสงสัยตามสมควร
               see George F. Cole and Christopher E. Smith, supra note 31, p.371.
   2096   2097   2098   2099   2100   2101   2102   2103   2104   2105   2106