Page 2119 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2119

๒๑๐๑





                                                                                                   ิ
                                                                                         ้
                                          ิ
                                                                              ิ
               ความผิด หากโจทก์ไม่สามารถพสูจน์ปลดเปลื้องภาระเช่นว่านี้ได้ศาลก็จะพพากษายกฟอง ซึ่งการพสูจน์นี้
               โจทก์ต้องพิสูจน์ในทุกองค์ประกอบความผิด มิฉะนั้น จะลงโทษจ าเลยมิได้ (ฎ.๑๑๑๓/๒๔๗๙, ๙๗๗/๒๔๘๑,
               ๑๓๐๔/๒๔๘๒, ๕๔๐/๒๕๐๔, ๘๕๓/๒๕๓๒) แม้ว่าหลักการนี้จะมิได้ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายวิธี
                                             ๑๕๔
               พจารณาความอาญาโดยตรงก็ตาม  อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันถือได้ว่าหลักการนี้เป็นผลมาจากหลักการ
                 ิ
               สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ (presumption of innocence) ที่มีการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรทุก

               ฉบับนับแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน


                                          ิ
                                 ์
                     ๔.๔ วิเคราะหปัจจัยทมีอทธิพลต่อบทบาทในการค้นหาความจริงของศาลไทย
                                       ี่
                                     ิ
                     ส าหรับปัจจัยที่มีอทธิพลต่อบทบาทในการค้นหาความจริงของศาลไทยนั้นผู้เขียนเห็นว่ามีอยู่
               ๔ ประการ

                        ๔.๔.๑ กฎหมายวิธีพิจารณา

                                                                                                  ิ
                        กระบวนพจารณาในศาลจะด าเนินการด้วยวิธีการอย่างไรย่อมเป็นไปตามกฎหมายวิธีพจารณา
                                 ิ
                                                           ิ
                              ่
                                                                         ่
               ความ โดยคดีแพงเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความแพง และคดีอาญาเป็นไปตามประมวล
               กฎหมายวิธีพจารณาความอาญา ซึ่งเมื่อพจารณาบทบัญญัติกฎหมายสองฉบับนี้พบว่าวางระบบการค้นหา
                                                  ิ
                           ิ
               ความจริงไว้ต่างกัน โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเน้นไปที่ระบบการเสนอข้อเท็จจริงโดยคู่ความ
               ดังตัวอย่างบทบัญญัติที่ชี้ให้เห็นหลักการนี้อย่างชัดเจน เช่น มาตรา ๘๔/๑ ที่บัญญัติว่า “คู่ความฝ่ายใดกล่าว
                                                                                 ิ
                              ื่
               อางข้อเท็จจริงเพอสนับสนุนค าคู่ความของตน ให้คู่ความฝ่ายนั้นมีภาระการพสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น...” หรือ
                ้
               มาตรา ๘๕ ที่บัญญัติว่า “คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่ต้องน าสืบข้อเท็จจริงย่อมมีสิทธิที่จะน าพยานหลักฐานใด ๆ
                                                                                   ั
               มาสืบได้ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายนี้ หรือกฎหมายอนอนว่าด้วยการรับฟงพยานหลักฐานและการ
                                                                     ั
                                                                  ื่
                                              ื่
               ยื่นพยานหลักฐาน” และบทบัญญัติอน ๆ ในลักษณะ ๕ ว่าด้วยพยานหลักฐาน ส่วนใหญ่ก็เป็นการก าหนด
                      ้
               วิธีการอางและน าสืบพยานของคู่ความ บทบัญญัติส่วนใหญ่จะเน้นที่การ “น าสืบ” แม้จะมีบทบัญญัติให้

               อานาจศาลใช้อานาจเชิงรุกได้บ้าง เช่น มาตรา ๘๖ วรรคสาม หรือมาตรา ๑๑๙ แต่จะมีเงื่อนไขก ากับการใช้

                                                            ิ
               อานาจ เพอประโยชน์ในการก ากับควบคุมกระบวนพจารณาหรือเพอประโยชน์แห่งความยุติธรรม แต่เมื่อ
                                                                        ื่

                        ื่
               พจารณาประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญาในภาพรวมเห็นได้ว่ามีการวางระบบค้นหาความจริงต่าง
                 ิ
                                         ิ
               ออกไป โดยเน้นไปที่อานาจของเจ้าพนักงานและศาลในการค้นหาความจริง ดังตัวอย่างบทบัญญัติที่ชี้ให้เห็น

               หลักการนี้อย่างชัดเจน อาทิ มาตรา ๑ (๑๑) มาตรา ๑๓๑ มาตรา ๑๗๕ มาตรา ๒๒๘ มาตรา ๒๒๙ มาตรา

                                                                                                    ิ่
               ๒๓๕ วรรคหนึ่ง โดยเฉพาะได้ก าหนดไว้อย่างชัดเจนว่าให้ศาลเป็นผู้สืบพยาน และมีอานาจสืบพยานเพมเติม

               ๑๕๔  ศาสตราจารย์ (พิเศษ) เข็มชัย ชุติวงศ์ สันนิษฐานว่าหลักการที่ศาลฎีกาถือปฏิบัตินี้มีที่มาจากหลักกฎหมายคอมมอนลอว์.
               เข็มชัย ชุติวงศ์, หมายเหตุท้ายค าพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๓/๒๕๓๒.
   2114   2115   2116   2117   2118   2119   2120   2121   2122   2123   2124