Page 2118 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2118
๒๑๐๐
ื่
ิ
้
สวนมูลฟองหรือบันทึกค าเบิกความของพยานที่เบิกความไว้ในคดีอน) ส่งผลให้ประมวลกฎหมายวิธีพจารณา
ความอาญามีบทบัญญัติที่ว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐานเพมขึ้น พร้อมกันนี้ได้เพมเติมบทบัญญัติว่าด้วยการ
ิ่
ิ่
วินิจฉัยพยานหลักฐานขึ้นอก ๑ มาตรา คือ มาตรา ๒๒๗/๑ (การวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานบอกเล่า พยานซัด
ี
้
ื่
ทอด พยานที่จ าเลยไม่มีโอกาสถามค้าน หรือพยานหลักฐานที่มีขอบกพร่องประการอน) ซึ่งด้านหนึ่งอาจมอง
ได้ว่าเป็นการวางแนวทางที่ชัดเจนขึ้น แต่ก็อาจมองได้อกด้านหนึ่งว่าเป็นการเพมข้อจ ากัดการใช้ดุลพนิจใน
ี
ิ่
ิ
การพิจารณาพยานหลักฐานของศาล
ิ
แม้กระบวนการรับฟงพยานหลักฐานอาจเกิดขึ้นได้ก่อนคดีเสร็จการพจารณา เช่น การที่ศาลชี้ขาด
ั
ิ
ไม่ยอมรับพยานบอกเล่าตามประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญา มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสาม
ิ
ั
แต่โดยทั่วไปศาลจะด าเนินการรับฟงและวินิจฉัยพยานหลักฐานไปพร้อมกันในขั้นตอนการพพากษาคดีซึ่งทาง
ั
ปฏิบัติในข้อนี้เป็นไปในท านองเดียวกับวิธีการของภาคพนยุโรปที่การรับฟงพยานหลักฐานกับการวินิจฉัย
ื้
พยานหลักฐานมีลักษณะพัวพันมิได้แยกขั้นตอนจากกันอย่างชัดเจนเหมือนในระบบคอมมอนลอว์ เห็นได้จาก
ค าพิพากษาศาลฎีกาก่อนที่จะมีการเพิ่มเติมบทบัญญัติมาตรา ๒๒๖/๑ ถึงมาตรา ๒๒๖/๕ ที่ปรากฏว่าในการ
ั
ื่
รับฟงพยานบอกเล่า พยานซัดทอด พยานที่จ าเลยไม่มีโอกาสถามค้าน หรือพยานที่มีข้อบกพร่องประการอน
่
นั้น ศาลฎีกาจะพิจารณาในลักษณะยึดโยงกับคุณคาหรือน้ าหนักของพยานหลักฐานนั้น ๆ กล่าวคือ ถือว่าโดย
ั
ั
ื่
ล าพงตัวพยานหลักฐานนั้นเองมีน้ าหนักน้อย หากไม่มีพยานหลักฐานอนประกอบจะไม่รับฟง แต่หากมี
ั
ื่
พยานหลักฐานอนประกอบก็รับฟงได้ (ฎ.๔๑๒/๒๔๗๑, ๖๙๒/๒๔๙๙, ๑๗๖๙/๒๕๐๙, ๑๑๕๕/๒๕๒๑,
๑๓๘๓/๒๕๓๑, ๗๔๓๐/๒๕๔๓, ๑๓๖๗/๒๕๕๐) แต่เมื่อปัจจุบันมีการบัญญัติแนวทางการรับฟังและวินิจฉัย
พยานหลักฐานดังกล่าวไว้ในกฎหมาย ศาลก็ถือปฎิบัติตามแนวทางที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยต้องถือเป็นหลัก
ว่าพยานบอกเล่าต้องห้ามมิให้รับฟังตามกฎหมายเว้นแต่จะต้องด้วยข้อยกเว้นตามที่กฎหมายก าหนด อนเป็น
ั
๑๕๓
แนวทางของคอมมอนลอว์ และในการวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานบอกเล่า พยานซัดทอด พยานที่จ าเลยไม่ม ี
โอกาสถามค้าน หรือพยานหลักฐานที่มีข้อบกพร่องประการอื่น ศาลก็ต้องด าเนินการตามแนวทางที่ก าหนดไว้
ในมาตรา ๒๒๗/๑ กล่าวคือ ต้องกระท าด้วยความระมัดระวัง ไม่เชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยล าพงเพอลงโทษ
ื่
ั
ั
ื่
จ าเลย เว้นแต่จะมีเหตุผลอนหนักแน่น มีพฤติการณ์พเศษแห่งคดี หรือมีพยานหลักฐานประกอบอนมา
ิ
สนับสนุน (ฎ.๑๕๕๙๐/๒๕๕๓, ๓๔๖๘/๒๕๕๔)
ส าหรับการวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐานในประเด็นแห่งคดี ปัจจุบันศาลก็ยังถือเป็นหลักส าคัญว่า
ั
ิ
ในคดีอาญาโจทก์มีภาระในการพสูจน์ให้รับฟงได้โดยปราศจากความสงสัยตามสมควรว่าจ าเลยกระท า
๑๕๓ อย่างไรก็ตาม ซึ่งในทางปฏิบัติปรากฏว่าศาลฎีกาหยิบยกข้อยกเว้นขึ้นปรับใช้ในการรับฟังพยานบอกเล่าบ่อยครั้ง เช่น ฎ.
๒๖๔๒-๒๖๔๓/๒๕๕๔, ๖๑๙๖/๒๕๕๔, ๙๓๖๔/๒๕๕๕, ๒๑๖๕/๒๕๖๑, ๒๑๙๐/๒๕๖๓ เป็นต้น

