Page 2126 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2126

๒๑๐๘





                                                        ื้
                        การยอมรับ มิใช่กฎหมายของภาคพนยุโรป แต่ก็ให้ประธานผู้พพากษามีอานาจมากกว่าใน
                                                                                ิ

                        กฎหมายอังกฤษ
                                     ๑๗๕
                                                                                 ิ
                        ข้อมูลประวัติการร่างกฎหมายข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าวิธีพจารณาในประมวลกฎหมาย
                   ิ
               วิธีพจารณาความอาญาก่อร่างขึ้นด้วยการผสมผสานระหว่างระบบซีวิลลอว์กับระบบคอมมอนลอว์ ซึ่งก็
               สอดคล้องกับเนื้อหาบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญาที่ประกาศใช้ในเวลาต่อมาดังที่ได้
                                                             ิ
                                                  ่
               วิเคราะห์ไว้ในหัวข้อ ๔.๔.๑ ทั้งนี้ หากเพงเล็งในส่วนขั้นตอนการสืบพยานตามที่นายกียองอธิบายว่า ให้
                  ิ

                                                  ั
                                                                                                  ิ
               ผู้พพากษามีอานาจมากกว่าในกฎหมายองกฤษนั้น แสดงว่าแท้จริงแล้วผู้ร่างประมวลกฎหมายวิธีพจารณา
               ความอาญาประสงค์ให้ศาลไทยมีบทบาทในการค้นหาความจริงในลักษณะกระตือรือร้น เพราะเมื่อพจารณา
                                                                                                  ิ
               ประกอบงานเขียนของนายลอว์สัน (John D. Lawson) และนายคีดดี (Edwin R. Keedy) ในหัวข้อ ๓.๒.๑
               แล้ว จะเห็นได้ว่าช่วงต้นศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งเป็นยุคร่วมสมัยกับยุคปฏิรูปกฎหมายและการศาลของไทย การ
                                                                         ิ
               ค้นหาความจริงในศาลองกฤษโดยเฉพาะในขั้นตอนการสืบพยานนั้นผู้พพากษาองกฤษมีบทบาทที่ค่อนข้างจะ
                                   ั
                                                                                 ั
               กระตือรือร้นมาก

                        ๔.๔.๔ ประมวลจริยธรรม

                                 ิ
                        นอกจากอทธิพลทางแนวคิดของระบบคอมมอนลอว์ตามที่กล่าวมาข้างต้น ศาลยุติธรรมให้
                                     ิ
               ความส าคัญกับความเป็นอสระและความเป็นกลาง และการวางตนที่จะไม่ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย
               ของคู่ความและสาธารณชน เห็นได้จากแนวการประพฤติปฏิบัติตนของผู้พพากษาที่ก าหนดไว้ในประมวล
                                                                              ิ
                                                                               ๑๗๖
               จริยธรรมข้าราชการตุลาการที่เน้นการวางตนเป็นกลางและปราศจากอคติ  โดยแนวทางปฏิบัติในการ
               พิจารณาคดีก าหนดไว้ในข้อ ๙ ว่า “ผู้พิพากษาพึงระลึกว่าการน าพยานหลักฐานเข้าสืบและการซักถามพยาน

                                                                           ิ
                                                                                   ึ
               ควรเป็นหน้าที่ของคู่ความและทนายความของแต่ละฝ่ายที่จะกระท า ผู้พพากษาพงเรียกพยานหลักฐานหรือ
               ซักถามพยานด้วยตนเองก็ต่อเมื่อจ าเป็นเพอประโยชน์แห่งความยุติธรรม หรือมีกฎหมายบัญญัติไว้ให้ศาลเป็น
                                                  ื่



               ๑๗๕  ส านักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหนังสือ Mr. R. Guyon to H. E. Chao Phya Abhai Raja, President of the
               Commission of Codification, (The Archives of the History of Thai Codification, June 1922), ไมโครฟิล์มม้วน
               ที่ 23-5-section 04, p.14/95. และในหน้า 14/100 นายกียองยังกล่าวย้ าอีกครั้งถึงการประนีประนอมระหว่างระบบ
                            ั
               กฎหมายอังกฤษกบระบบกฎหมายของภาคพื้นยุโรปในระบบกฎหมายไทย ส่วนในเรื่องการรับฟังและวินิจฉัยพยานหลักฐาน
               นายกียองกล่าวไว้ในหน้า 14/97 ว่า เมื่อคณะกรรมการทั่วไป (General Committee, 1914 (๒๔๕๗)) ยอมรับตามกฎหมาย
               ของภาคพื้นยุโรป พยานหลักฐานทุกประเภทจึงจะได้รับการรับฟังในการพิจารณา หากว่ามันมิได้ได้มาโดยวิธีการที่ไม่ชอบ
               ด้วยกฎหมาย.
               ๑๗๖  ข้อ ๓ ก าหนดว่า “ในการนั่งพิจารณาคดี ผู้พิพากษาจักต้องวางตนเป็นกลางและปราศจากอคติ ... ฟังความจากคู่ความ
               และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างตั้งใจ ให้ความเสมอภาค และมีเมตตาธรรม”
   2121   2122   2123   2124   2125   2126   2127   2128   2129   2130   2131