Page 2130 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2130

๒๑๑๒





                                                                          ิ
                                                                                         ื้
               สืบพยาน ยากแก่การวางแผนการสืบพยานและถามพยาน ต่างจากวิธีพจารณาของภาคพนยุโรปที่กฎหมาย
                                                                 ้
               บังคับให้พนักงานอัยการโจทก์ส่งส านวนการสอบสวนพร้อมฟอง และในการบรรยายฟองจะมีการบรรยายผล
                                                                                      ้
                                                                                            ๑๘๗
                                                                                         ี
               การสอบสวน ซึ่งรวมถึงประวัติของจ าเลย พฤติการณ์แห่งคดี และพยานหลักฐานโดยละเอยด  ศาลจึงรู้ถึง
               ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในคดีทั้งหมดตั้งแต่ต้นและวิเคราะห์ได้ว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏในส านวน
                                                              ้
               เพียงพอแก่การวินิจฉัยหรือควรต้องสืบหรือถามพยานถึงขอเท็จจริงใดเพิ่มเติมเพอให้ครบถ้วนสมบูรณ์
                                                                                ื่
                        ๔.๕.๒ บทบาทในการวินิจฉัยพยานหลักฐาน


                                                                                                       ั
                        กระบวนการวินิจฉัยพยานหลักฐานอาจแยกออกได้เป็น ๒ ขั้นตอน คือ (๑) การรับฟง
               พยานหลักฐาน (admissibility of evidence) และ (๒) การวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐาน (evaluation

               of evidence) แต่ในทางปฏิบัติกระบวนการรับฟงและวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐานในวิธีพจารณาของ
                                                                                               ิ
                                                        ั
               ระบบซีวิลลอว์และระบบคอมมอนลอว์ด าเนินการต่างกัน กล่าวคือ ในระบบซีวิลลอว์ซึ่งผู้พพากษาอาชีพท า
                                                                                          ิ
               หน้าที่ทั้งในส่วนการรับฟงและการวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐาน กระบวนการรับฟงและการวินิจฉัยชั่ง
                                                                                        ั
                                    ั
                              ั
                            ั
               น้ าหนักจึงมักพวพนมิได้แยกขาดจากกันอย่างชัดเจนนัก ต่างกับในระบบคอมมอนลอว์ซึ่งแบ่งแยกหน้าที่ทาง
                                                               ิ
                                      ิ
               พยานหลักฐานระหว่างผู้พพากษากับคณะลูกขุน โดยผู้พพากษาท าหน้าที่รับฟงพยานหลักฐาน ส่วนคณะ
                                                                                 ั
               ลูกขุนท าหน้าที่วินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐาน กระบวนการรับฟงและการวินิจฉัยชั่งน้ าหนักจึงแยกขาด
                                                                       ั
               จากกันค่อนข้างชัดเจน
                                                                                                      ี
                                                                                   ิ
                        เดิมบทบัญญัติว่าด้วยการรับฟงพยานหลักฐานในประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญามีเพยง
                                                 ั
               มาตราเดียว คือ มาตรา ๒๒๖ ที่บัญญัติว่า "พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลซึ่งน่าจะพสูจน์ได้ว่า
                                                                                                ิ
               จ าเลยมีผิดหรือบริสุทธิ์ ให้อางเป็นพยานหลักฐานได้ แต่ต้องเป็นพยานชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มี
                                       ้
               ค ามั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอน และให้สืบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้
                                                             ื่
               หรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยาน" อันหมายความว่าพยานหลักฐานทุกชนิดที่น่าจะพิสูจน์ได้ว่าจ าเลยมี

                                         ้
                                                   ั
               ความผิดหรือบริสุทธิ์สามารถอางและรับฟงเป็นพยานหลักฐานในคดีอาญาได้ทั้งหมด แต่จะเชื่อถือได้มาก
                                                               ๑๘๘
                     ี
               น้อยเพยงใดเป็นเรื่องของการชั่งน้ าหนักพยานหลักฐาน  และบทบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชั่งน้ าหนัก
               พยานหลักฐานเดิมก็มีเพยงมาตราเดียว คือ มาตรา ๒๒๗ ซึ่งมี ๒ วรรค โดยวรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้ศาลใช้
                                   ี
                                                              ิ
                   ิ
               ดุลพนิจวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระท าผิด
               จริงและจ าเลยเป็นผู้กระท าความผิดนั้น" และวรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจ าเลย
                                                                                   ั
               ได้กระท าผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จ าเลย" การรับฟงและวินิจฉัยชั่งน้ าหนัก



               ๑๘๗  John H. Langbein, supra note 21, p.10. ส าหรับตัวอย่างฟ้อง see ibid., pp.4-7.
               ๑๘๘  คณิต ณ นคร, อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ ๕, น.๒๕๔.
   2125   2126   2127   2128   2129   2130   2131   2132   2133   2134   2135