Page 2135 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2135

๒๑๑๗





                               ิ
                                           ื่
               ๒๔๖๒ และค าพพากษาฎีกาอน ๆ ที่กล่าวมาในหัวข้อ ๔.๒ แต่ก็มีบางส่วนที่วางหลักการวินิจฉัย
               พยานหลักฐานในคดีอาญาว่าต้องถึงระดับปราศจากความสงสัย เช่น ฎ.๕๗๕/๒๔๖๑  หรือ ฎ.๘๑๖/
                                                                                         ๑๙๗
               ๒๔๗๔ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาก็วางบรรทัดฐานมาตั้งแต่ยุคนั้นเช่นกันว่าในคดีอาญาโจทก์มีหน้าที่น าสืบทุก
               องค์ประกอบความผิดของจ าเลย (ฎ.๓๗๐/๒๔๖๐, ๗๗๘/๒๔๖๐ และ ๘๖๕/๒๔๖๐)  ตามแนวทางของ
                                                                                      ๑๙๘
                                         ิ
               ระบบคอมมอนลอว์ หลักการพสูจน์ในระดับปราศจากความสงสัยตามสมควรพบการใช้มากขึ้นนับแต่มีการ
               ประกาศใช้ประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญา เช่น ฎ.๕๘๗/๒๔๗๘, ๕๙๗/๒๔๗๘, ๒๐๘/๒๔๙๗,
                                           ิ
               ๗๙๐/๒๕๐๒, ๖๓๒/๒๕๐๙ เป็นต้น และใช้เรื่อยมาถึงปัจจุบัน ซึ่งในทางวิชาการก็ไม่ปรากฏการโต้แย้ง จึง

               อาจถือได้ว่าเป็นนิติประเพณีประการหนึ่งในระบบกฎหมายไทยที่มิได้ขัดต่อหลักสากล ผู้เขียนจึงมีความเห็น
               ว่าสามารถใช้ต่อไปได้โดยไม่จ าเป็นต้องเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบถ้อยค าที่ศาลฎีกาใช้ใน

               การวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐานมี ๒ แบบ ดังนี้

                        (ก) พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจ าเลยได้กระท าผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่ง

               ความสงสัยนั้นให้จ าเลย เช่น ฎ.๖๒/๒๕๓๖ หรือ ๑๒๓/๒๕๔๒ (ศาลทหารสูงสุดก็ใช้ถ้อยค าท านองเดียวกัน
                                                                                                  ั
               เช่น ค าพพากษาศาลทหารสูงสุดที่ ๑๑/๒๕๓๔ หรือ ๕/๒๕๓๖)  หรือ พยานหลักฐานโจทก์รับฟงได้โดย
                       ิ
                                                                     ๑๙๙
               ปราศจากสงสัยว่าจ าเลยกระท าความผิด เช่น ฎ.๙๑๔๖-๙๑๔๗/๒๕๔๗, ๕๖๓๒/๒๕๕๑ หรือ พยานหลักฐาน
               โจทก์ฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจ าเลยกระท าความผิด เช่น ฎ.๗๗/๒๕๓๒, ๖๙๕๙/๒๕๓๙, ๑๗๙๘/๒๕๔๐,
               ๔๑๘๓/๒๕๔๐ กล่าวคือ เป็นการใช้ถ้อยค าโดยเน้นที่ “พยานหลักฐานโจทก์”


                        (ข) คดีมีความสงสัยตามสมควรว่าจ าเลยได้กระท าความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัย
               นั้นให้จ าเลย เช่น ฎ.๑๒๒/๒๕๓๓ หรือ ๗๕๕๑/๒๕๖๑ หรือ คดีรับฟงได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจ าเลย
                                                                          ั
               กระท าผิด เช่น ฎ.๕๘๘๖/๒๕๓๑ หรือ คดีฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจ าเลยกระท าผิด เช่น ฎ.๑๙๓๗/
               ๒๕๒๒, ๑๕๙๗/๒๕๓๒, ๒๒๖๘/๒๕๓๒, ๓๑๕๙/๒๕๓๒, ๙๙๔/๒๕๓๖, ๑๕๗๓๓/๒๕๕๗ กล่าวคือ เป็นการ

               ใช้ถ้อยค าโดยเน้นที่ “คดี”


                        ผู้เขียนเห็นว่าการใช้ถ้อยค าตาม (ข) น่าจะสอดคล้องกับหลักการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา

               ความอาญา มาตรา ๒๒๗ มากกว่าถ้อยค าตาม (ก) เพราะบทบัญญัติในวรรคหนึ่งใช้ถ้อยค าว่า "ให้ศาลใช้
               ดุลพนิจวินิจฉัยชั่งน้ าหนักพยานหลักฐานทั้งปวง..." ซึ่งค าว่า "พยานหลักฐานทั้งปวง" และค าว่า "แน่ใจ"
                   ิ
                                                                                                     ๒๐๐
                                                                                              ิ
               นั้น หมายความว่า เป็นความแน่ใจจากการพจารณาพยานหลักฐานในคดีทั้งหมด ดังที่เคยมีค าพพากษาฎีกา
                                                    ิ

               ๑๙๗  ธร์มสาร เล่ม ๒, น.๑๐๗.
               ๑๙๘  ธร์มสาร เล่ม ๑, น.๓๓-๓๔.
               ๑๙๙  อาชวัน อินทรเกสร, ๑๐๘ คดี ศาลทหารไทย, เล่ม ๒ (กรุงเทพมหานคร: สูตรไพศาล, ๒๕๓๙), น.๕๑๓, ๗๒๒.
               ๒๐๐  ค าว่า "แน่ใจ" มีนัยคล้ายกับ "หลักความเชื่อมั่นภายในใจ" (intime conviction) ของภาคพื้นยุโรป
   2130   2131   2132   2133   2134   2135   2136   2137   2138   2139   2140