Page 2187 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2187

๒๑๖๙






                                      เมื่อนิพพิทาวิราคะมีอยู่, วิมุตติญาณทัสสนะ ของผู้ถึงพร้อมแล้วด้วย

                                                                               ๒๓
                        นิพพิทาวิราคะ ก็เป็นวิมุตติญาณทัสสนะถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย”
                               แปลว่า หิริโอตตัปปะจะเกิดขึ้นได้จากการที่เราตั้งไว้ซึ่งสติสัมปชัญญะ ท าจนเป็น

                 อุปนิสัย เป็นความเคยชินที่จะมีความละอายกลัวต่อบาป เมื่อมีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมมีหิริโอตตัปปะ
                 ถึงพร้อม เมื่อมีหิริโอตตัปปะอยู่ อินทรีย์สังวรก็จะถึงพร้อม เมื่อมีอินทรีย์สังวรมีอยู่ ศีลก็จะถึงพร้อม

                 เมื่อศีลมีอยู่  สัมมาสมาธิก็จะถึงพร้อมขึ้นมา เมื่อสัมมาสมาธิมีอยู่ การเห็นแจ้งตามที่เป็นจริงก็จะ
                 เกิดขึ้นได้ เมื่อมีการเห็นแจ้งตามที่เป็นจริงจะมีความคลายก าหนัดเกิดขึ้นได้ เมื่อมีความคลายก าหนัด
                 เกิดขึ้นแล้วก็สามารถจะท าวิมุตติญาณทัสนะให้เกิดขึ้นในจิตในใจได้


                               การพฒนาชีวิตของเด็กและเยาวชนตามหลักพระพุทธศาสนานั้น มีหลักการที่ส าคัญ
                                    ั
                 คือสอนให้ตระหนักรู้ รู้ในที่นี้หมายถึงรู้เท่าทันตามความเป็นจริง ไม่ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตาม

                                                                                                      ้
                 สัญชาตญาณตามความต้องการของกิเลสตัณหา หลังจากที่เด็กและเยาวชนได้พฒนาตนเองให้พน
                                                                                        ั
                 จากสัญชาตญาณตามธรรมดาแล้ว ก็ให้เป็นคนที่อยู่เหนือสัญชาตญาณนั้น ส ารวมในเรื่องการกิน การ
                 นอน เรื่องเกียรติยศชื่อเสียง จนกลายเป็นผู้ที่สามารถควบคุมความประพฤติตนให้ดี ให้สูงขึ้นได้
                 จนเป็นผู้รู้จักผิดชอบชั่วดี เป็นผู้มีหิริโอตตัปปะ มีศีล สมาธิ ปัญญา เป็นผู้รู้จักมนสิการ ไม่ปล่อยชีวิต

                 ให้เป็นไปตามสัญชาตญาณ ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรม โดยจะต้องพัฒนาชีวิต ศึกษาให้รู้ว่า
                 จะชีวิตต้องท าอย่างไร ต้องปฏิบัติอย่างไรให้ถูกต้อง ปฏิบัติแล้วจะได้อะไรเพิ่มขึ้น จนกระทั่งถึงที่สุด

                                                                        ู
                 ของชีวิต การมีหิริ ท าให้คนเรามีความละอายแก่ใจ ไม่คิดชั่ว พดชั่ว ท าชั่ว ทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ทั้ง
                 ต่อหน้าและลับหลังผู้อื่น เพราะมีความละอายใจต่อบาปที่จะเกิดขึ้น จนสามารถชนะใจตัวเอง หยุด
                 ความชั่วที่คิดจะกระท าได้ ส่วนการมีโอตตัปปะ ท าให้เรารู้จักเกรงกลัวต่อบาป กลัวโทษที่จะเกิดขึ้น

                 จากการท าความชั่ว ทั้งโทษที่เกิดจากผลแห่งกรรม และโทษทางกฎหมาย ซึ่งผู้ที่มีโอตตัปปะมักจะ
                 เป็นผู้เข้าใจในกฎแห่งกรรม เชื่อว่าท าดีได้ดีท าชั่วย่อมได้ชั่ว คนที่มีหิริและโอตตัปปะมีความละอาย

                 บาป มีความกลัวบาป ย่อมไม่ท าบาป ไม่ท าความชั่ว รู้จักบาปกรรม รู้จักผลแห่งกรรมที่จะเกิดขึ้นทั้ง
                 ในชาตินี้และชาติหน้า ไม่น าความเดือดร้อนมาสู่ตนเองและสังคม ในแง่หนึ่งคนที่มีหิริและโอตตัปปะ

                 ย่อมจะมีวินัยในตนเอง มีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ส่งผลต่อความสงบสุขของสังคม จึงมีประโยชน์ทั้ง
                 ต่อการพฒนาชีวิตตนเองและสังคม และปลูกฝังค่านิยมที่ดีความเชื่อ ความรู้ และความประพฤติที่ดี
                         ั
                 ช่วยให้เด็กและเยาวชนเกิดความละอายใจตนเองในการใช้การเสพยาเสพติดให้โทษ แม้ในที่ลับไม่มี
                 คนรู้เห็น เด็กและเยาวชนก็สามารถป้องกันตนออกห่างจากยาเสพติดให้โทษได้


                               หิริโอตตัปปะ เป็นธรรมที่แยกการกระท าออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายดี ฝ่ายชั่ว, ฝ่ายถูก
                 ฝ่ายผิด, กุศล อกุศล, บาป บุญ, ออกจากกันอย่างชัดเจน ท าให้เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้เข้าใจ
                 และเลือกปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังแสดงให้เห็นผลลัพธ์คือวิบากกรรมของการกระท านั้น ๆ

                 จึงเป็นหลักธรรมที่เป็นภูมิคุ้มกัน ป้องกัน สะกิดใจ เตือนใจเด็กและเยาวชนให้เลือกปฏิบัติในสิ่งที่


                        ๒๓ อง.สตฺตก. ๒๓/๖๕/๑๓๑-๑๓๒.
                            ฺ
   2182   2183   2184   2185   2186   2187   2188   2189   2190   2191   2192