Page 2574 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2574

๒๕๕๙




                                โทษปรับมีข้อดีคือ  ต้นทุนในการบริหารจัดการต่ ากว่าโทษจ าคุก การคุมประพฤติ
                 และการกักขัง อกทั้งไม่ต้องสูญเสียทรัพยากรมนุษย์จากแรงงาน ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบหรือ
                               ี
                 “ตราบาป” (social stigma) แก่ผู้กระท าผิดเหมือนโทษจ าคุก จึงควรน าโทษปรับมาใช้แทนโทษจ าคุกให้
                 มากที่สุด เว้นแต่ผู้กระท าผิดเป็นอันตรายต่อสังคม


                                 โทษปรับมีข้อเสียบางประการคือ ๑. กฎหมายก าหนดจ านวนค่าปรับไว้น้อยเกินไป

                 ไม่ทันสมัย เนื่องจากการยกร่างกฎหมายไม่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการ
                                                                                                      ๔๗
                                                ้
                 ฝ่าฝืนกฎหมาย ทั้งไม่ได้ค านึงถึงเงินเฟอหรือค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา (time value of money)
                 ๒. โทษปรับมักไม่อาจจะยับยั้งการกระท าความผิดที่ผู้กระท าได้รับผลประโยชน์สูงมากได้  ๓. โทษปรับถูก
                 วิจารณาว่าไม่เป็นธรรมระหว่างคนจนกับคนรวย เพราะการลงโทษปรับเป็นจ านวนเงินเท่ากัน แต่จ าเลย

                 แต่ละรายมีความสามารถในการช าระค่าปรับต่างกัน


                                 ส าหรับข้อวิจารณ์ว่า ค่าปรับมีผลกระทบด้านลบต่อผู้มีรายได้น้อยมากกว่าผู้มีรายได้
                 มากนั้น บางประเทศจึงมีการลงโทษปรับโดยใช้ “ค่าปรับตามรายได้” เพอรักษาดุลยภาพระหว่าง
                                                                                  ื่
                 ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจและความเป็นธรรม โดยค่าปรับสามารถก าหนดให้สอดคล้องกับความหนักเบา
                 ของความผิดและรายได้ของผู้กระท าผิดตามสูตรดังนี้ ค่าปรับตามรายได้ (Day-fine) คือ ค่าปรับ = จ านวน

                                                                  ๔๘
                 หน่วยความผิด (วันปรับ) x รายได้สุทธิต่อวันของผู้กระท าผิด

                                 ในประเทศไทยหากศาลมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวจ าเลยในเรื่องอาชีพและรายได้ที่ถูกต้อง
                 เพยงพอแล้ว  ศาลก็น่าจะใช้วิธีปรับตามรายได้ได้ โดยอาจก าหนดจ านวนหน่วยความผิด (วันปรับ) ไว้ใน
                   ี
                                                                      ื่
                 บัญชีมาตรฐานโทษ แล้วน ามาคูณกับรายได้ต่อวันของจ าเลยเพอก าหนดเป็นค่าปรับ ดังจะเห็นได้จากที่
                 ประธานศาลฎีกามีค าแนะน าว่า การก าหนดจ านวนเงินค่าปรับศาลพงค านึงถึงฐานะทางการเงินหรือ
                                                                             ึ
                                                                           ๔๙
                 ความสามารถในการช าระของผู้กระท าผิดแต่ละบุคคลประกอบด้วย  ซึ่งน่าจะเป็นการเปิดช่องให้น า
                 แนวคิดค่าปรับตามรายได้มาปรับใช้ได้  แต่ปัญหาอยู่ที่ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ของจ าเลยอาจไม่ปรากฏ
                 หลักฐานแน่นอนหรือไม่มีความน่าเชื่อถือ





                 ๔๖  ค าแนะน าของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับวิธีการรอการก าหนดโทษ การรอการลงโทษและการก าหนดเงื่อนไขเพื่อคุม

                 ความประพฤติ พ.ศ. ๒๕๕๙ ข้อ ๓ ในคดีที่ศาลอาจรอการก าหนดโทษได้... แต่เพื่อเป็นการป้องปรามมิให้จ าเลยกระท า
                 ความผิดอีก ศาลพึงลงโทษปรับด้วย
                 ๔๗  “นิติเศรษฐศาสตร์ของระบบยุติธรรมทางอาญาของไทย”, รายงานทีดีอาร์ไอ ฉบับที่ ๑๐๔ มิถุนายน ๒๕๕๗,
                 [ออนไลน์], สืบค้นเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๔, TDRI-Report-June-web-preview.pdf , หน้า ๕

                 ๔๘  เรื่องเดิม, หน้า ๑๕
                 ๔๙  ค าแนะน าของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยแนวทางการใช้โทษอาญา พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๓ การก าหนดจ านวนนเงิน

                 ค่าปรับศาลพึงค านึงถึงฐานะทางการเงินหรือความสามารถในการช าระของผู้กระท าผิดแต่ละบุคคลประกอบด้วย ทั้งนี้
                 เพื่อให้มีผลเป็นการยับยั้งมิให้เกิดการกระท าความผิดอีก จ านวนค่าปรับจึงอาจแตกต่างไปจากบัญชีมาตรฐานโทษได้
   2569   2570   2571   2572   2573   2574   2575   2576   2577   2578   2579