Page 2603 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2603
๒๕๘๗
ิ
มีค าวินิจฉัย หากศาลฎีกาพพากษากลับหรือแก้ไขมาก ให้คดีถึงที่สุดในวันที่ศาลฎีกามีค าพพากษา โดย
ิ
กรอบระยะการพิจารณาของศาลฎีกาควรเสร็จสิ้นภายใน ๓ เดือน
หากกระบวนการพิจารณาพพากษาคดีของศาลยุติธรรมเป็นไปตามข้อเสนอแนะ ระยะเวลานับแต่
ิ
่
ี
ุ
้
ยื่นค าฟองคดีแพงและคดีอาญาจนคดีถึงที่สุดในชั้นอทธรณ์ จะใช้เวลาเพยง ๙ เดือน หากคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา
จะใช้เวลารวมทั้งสิ้นไม่เกิน ๑๒ เดือน ( ตามผังการด าเนินงานแนบท้าย ) คู่ความจะได้รับผลค าตัดสิน
ที่ถูกต้องเป็นธรรมและคดีถึงที่สุดอย่างรวดเร็ว เป็นการอ านวยความยุติธรรมขั้นสูงสุดให้แก่ผู้มีอรรถคดี
ุ
ั
ุ
การที่คดีของศาลชั้นต้นขึ้นสู่ศาลอทธรณ์โดยอตโนมัติ แม้จะท าให้ปริมาณคดีของศาลอทธรณ์
ี
เพมมากขึ้นเทียบเท่ากับศาลชั้นต้นก็ตาม แต่จะเป็นการดีสักเพยงใดที่ผลเป็นประโยชน์สูงสุดนั้นจะตกแก่
ิ่
ิ
ประชาชนและผู้มีอรรถคดี การเปลี่ยนแปลงในชั้นศาลอุทธรณ์ อาจปรับเพมอัตราก าลังผู้พพากษาด้วยการ
ิ่
ุ
ิ
ผลักดันให้ผู้พพากษาที่มีประสบการณ์ในการท างานอย่างน้อย ๑๕ ปีขึ้นไป ท างานช่วยงานในศาลชั้นอทธรณ์
ุ
ซึ่งท าให้ปัญหาการเลื่อนไหลขึ้นสู่ต าแหน่งผู้พพากษาหัวหน้าศาลหมดไป และในศาลอทธรณ์อาจมีการจัดตั้ง
ิ
ิ
แผนกย่อยเพอพจารณาแยกประเภทคดีฝ่ายเดียวและคดีสองฝ่าย หรือจ าแนกตามลักษณะประเภทคดี
ื่
ิ
ั
โดยใช้อตราก าลังผู้พพากษาที่มีความรู้ความสามารถหรือผ่านการอบรมเฉพาะด้าน ท าหน้าที่วินิจฉัย
ี
ิ
ข้อพิพาทนั้นโดยตรงเพื่อให้ค าพพากษามคุณภาพและประสิทธิภาพที่ดี
ส าหรับประเด็นการเปลี่ยนแนวค าวินิจฉัยกลับหลักเดิมของศาลสูง มีข้อควรค านึงว่าส่งผลให้คู่ความ
ึ
ในคดีเดิมเสียสิทธิอันพงมีพึงได้ตามแนวค าวินิจฉัยใหม่หรือไม่ เช่น เดิมเคยมีแนววินิจฉัยในประเด็นเกี่ยวกับ
๑
๔
ผู้เสียหายที่มีสิทธิยื่นค าร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากจ าเลย ว่า ต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
เท่านั้น การที่ผู้ร้องซึ่งมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยยื่นค าร้องขอให้จ าเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดี
ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นค าร้องตามมาตรา ๔๔/๑ ได้ ให้ยกค าร้อง ( ตามนัยค าพพากษาศาลฎีกาที่ ๕๔๑๙/๒๕๕๔,
ิ
๑๗๕๘๔/๒๕๕๔, ๒๓๖๗/๒๕๕๖, ๘๗๙๔/๑๕๕๖ เป็นต้น ) แต่ต่อมาได้มีแนวค าวินิจฉัยใหม่กลับหลักเดิม
ิ
เป็นว่า ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ไม่จ าต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิติ
นัยเท่านั้น (ตามนัยค าพพากษาศาลฎีกาที่ ๕๔๐๐/๒๕๖๐ ประชุมใหญ่, ๘๐๐๑-๘๐๐๒/๒๕๖๐, ๗๕๓/
ิ
๒๕๖๑ เป็นต้น) เช่นนี้ย่อมท าให้ผู้เสียหายในแนวค าวินิจฉัยเดิมเสียสิทธิที่แท้จริงตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
โดยมิใช่ความผิดของคู่ความ แต่เป็นผลสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแนวค าวินิจฉัยของศาล ตามหลักความ
เป็นธรรมแล้วคู่ความฝ่ายนั้นควรได้รับการเยียวยาแก้ไขเท่าที่โอกาสจะเอออานวยให้ ศาลยุติธรรมควรมี
ื้
บทบาทและแนวทางเพอแก้ไขเยียวยาแก่คู่ความผู้เสียสิทธิ ด้วยการแจ้งให้คู่ความฝ่ายนั้นทราบว่ามีสิทธิที่
ื่
ื้
จะร้องขอให้รื้อฟนคดีขึ้นพพากษาใหม่ หรือหากเป็นคดีที่ไม่จ าต้องให้มีการสืบพยานกันใหม่ ศาลสูงควรมี
ิ
ค าวินิจฉัยแก้ไขเพมเติมให้ถูกต้องตามสิทธิที่พงมีพงได้ เช่น ผู้เสียหายยื่นค าร้องตามประมวลกฎหมายวิธี
ึ
ึ
ิ่
ิ
พจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ ผู้ร้องและจ าเลยครบถ้วน คดีต่อสู้มาจนถึง
๑ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ วรรคหนึ่ง
๔

