Page 1388 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 1388
๑๓๗๖
หากตกลงเห็นชอบด้วยกับข้อเสนอ ก็จะน าไปสู่การตกลงประนีประนอมยอมความกัน” และ “ผู้ไกล่เกลี่ย”
ิ
คือ คนกลางที่ช่วยเหลือในการเสนอแนะหาทางเลือกให้คู่พพาท สามารถตกลงประนีประนอมยอมความกัน
ิ
ซึ่งหากเป็นการไกล่เกลี่ยข้อพพาทในศาลจะเรียกว่า “ผู้ประนีประนอม” โดยอาจจะเป็นบุคคลภายนอก
ิ
ิ
หรือเจ้าหน้าที่ศาล หรือผู้พพากษาก็ได้ ซึ่งการไกล่เกลี่ยโดยผู้ประนีประนอมเป็นผู้พพากษาจะไม่ใช่
1
ิ
ิ
ผู้พจารณาคดีในภายหลัง หากการไกล่เกลี่ยข้อพพาทไม่ประสบความส าเร็จ เพอสร้างความมั่นใจให้แก่
ื่
คู่ความในการเปิดเผยข้อเท็จจริงในระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพพาท ส่วนผู้ประนีประนอมที่เป็นบุคคลภายนอก
ิ
ิ
ิ่
ิ
ี
หรือเจ้าหน้าที่ศาล เนื่องจากจ านวนผู้พพากษาไม่เพยงพอกับปริมาณงานที่เพมขึ้นและการพจารณาคดีที่
ิ
ั
ื่
ิ
เปลี่ยนแปลงไปจากการพจารณาคดีครบองค์คณะ จึงเกิดความจ าเป็นที่ต้องพฒนาบุคคลอนที่ไม่ใช่ผู้พพากษา
ิ
มาท าหน้าที่ต่าง ๆ ที่กฎหมายมิได้ก าหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้พพากษาโดยเฉพาะแทนงานที่ผู้พพากษาเคย
ิ
ิ
็
ปฏิบัติอยู่ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระงาน ลดปริมาณคดีที่ต้องมีการพจารณาสืบพยาน และสร้างความเข้มแขง
ให้กับภาระหน้าที่ที่จ าเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งในที่นี้รวมถึงงานด้านการไกล่เกลี่ยข้อพพาท ซึ่งเปิด
ิ
ิ
2
โอกาสให้มีการแต่งตั้งบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้พพากษามาเป็นผู้ใกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ที่บัญญัติว่า “ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะได้
ี
ด าเนินไปแล้วเพยงใด ให้ศาลมีอานาจที่จะไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมยอมความกัน
ในข้อที่พิพาทนั้น” ดังนั้น การไกล่เกลี่ยจึงกระท าได้ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใดของการพิจารณาคดี นอกจากนี้
ิ
กฎหมายเปิดช่องทางการไกล่เกลี่ยอย่างกว้างขวางโดยประชาชนสามารถขอไกล่เกลี่ยข้อพพาทก่อนมี
การยื่นฟ้องคดี ตามมาตรา ๒๐ ตรี ที่บัญญัติไว้ว่า “ก่อนยื่นฟ้องคดี บุคคลที่จะเป็นคู่ความอาจยื่นค าร้องต่อ
ื่
ศาลที่มีเขตอานาจหากมีการฟองคดีนั้น เพอขอให้ศาลแต่งตั้งผู้ประนีประนอมท าหน้าที่ไกล่เกลี่ยให้คู่กรณี
้
ิ
ที่เกี่ยวข้องได้ตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันในข้อที่พพาท โดยค าร้องนั้นให้ระบุชื่อและภูมิล าเนา
ิ
ี
ของคู่กรณีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรายละเอยดของข้อพพาท เมื่อศาลเห็นสมควร ให้ศาลรับค าร้องนั้นไว้แล้ว
ี
ด าเนินการสอบถามความสมัครใจของคู่กรณีอกฝ่ายหนึ่งในการเข้าร่วมการไกล่เกลี่ย หากคู่กรณีอกฝ่ายหนึ่ง
ี
ยินยอมเข้าร่วมการไกล่เกลี่ย ให้ศาลมีอานาจเรียกคู่กรณีที่เกี่ยวข้องมาศาลด้วยตนเอง โดยคู่กรณีจะมี
ทนายความมาด้วยหรือไม่ก็ได้ และแต่งตั้งผู้ประนีประนอมด าเนินการไกล่เกลี่ยต่อไปโดยให้น าความ
ในมาตรา ๒๐ ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม” จึงจะเห็นได้ว่า การไกล่เกลี่ยข้อพพาทนับว่ามีความส าคัญ
ิ
้
สามารถท าให้คดียุติไปไม่ว่าคดีจะอยู่ในการพจารณาชั้นรับฟองในศาลแล้ว หรือ ก่อนที่จะมีการฟองร้อง
้
ิ
ด้วยการประนีประนอม หรือถอนฟ้อง ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ดังนี้
(๑) ลดปริมาณคดีที่จะเข้าสู่การพิจารณาของศาล
(๒) ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
(๓) ท าให้ข้อพิพาทได้ข้อยุติลดปัญหาการอุทธรณ์
ิ
(๔) กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพพาทเป็นความลับ ท าให้รักษาความสัมพนธ์ที่ดีระหว่าง
ั
คู่พิพาทไว้ได้
1 ฐิติ สุเสารัจ, บทความการไกล่เกลี่ยออนไลน์ (Online Mediation) [ออนไลน์], วันที่ค้นข้อมูล: ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๔.
เข้าถึงได้จาก: http://appealsc.coj.go.th.
2 มนตรี ศิลป์มหาบัณฑิต, ระบบการไกล่เกลี่ยข้อพพาทของศาลยุตธรรม, การจัดการความขัดแย้งกับการไกล่เกลี่ย
ิ
ิ
ิ
ข้อพพาท ความรู้เบื้องตนเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพพาท. ส านักระงบข้อพิพาท ส านักงานศาลยุติธรรม. (กรุงเทพฯ:
้
ั
ิ
ธนาเพรส, 2550), หน้า ๙๖- ๙๗.

