Page 1715 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 1715
๑๗๐๑
ั
โองการด ารสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมให้ตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เมื่อ
ิ
วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ และมีบทบัญญัติก าหนดเจตนารมณ์มุ่งหมายให้หลักการคุ้มครองการใช้สิทธสัมฤทธิ์
ผลโดยพลันนับแต่วันประกาศพระราชโองการ เมื่อลักษณะแห่งคดีนี้เป็นคดีทุจรตและประพฤติมิชอบ
ิ
ซึ่งอยู่ในอ านาจการพิจารณาพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง
ิ
ศาลอาญาคดีทุจรตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งเจตนารมณ์แห่งการจัดตั้งศาลนี้ขึ้นก็เพื่อแก้ไข
ปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบที่เป็นอุปสรรคส าคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และเพื่อให้การ
อ านวยความยุติธรรมในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในการพิจารณาคดีให้
้
ิ
ใชระบบไต่สวนและด าเนินกระบวนพิจารณาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจรตและประพฤติมิชอบ
้
พ.ศ.๒๕๕๙ ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะและให้น าวิธีพิจารณาความตามกฎหมายอื่นมาใชบังคับเพียงเท่าที่ไม่ขัด
หรอแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้เท่านั้น ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจรตและประพฤติมิชอบ
ื
ิ
พ.ศ.๒๕๕๙ มาตรา ๖ ที่บัญญัติว่า “วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ให้ใช้ระบบไต่สวนและเป็นไป
็
โดยรวดเรวตามที่ก าหนดในพระราชบัญญัตินี้และข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติ
และข้อบังคับ ให้น าบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความแพ่ง...มาใชบังคับเท่าที่ไม่ขัดหรอแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้” และทั้งไม่มีบทบัญญัติ
ื
้
ั
่
จ ากัดสิทธิผู้ฟ้องคดีต่อศาลโดยเครงครด โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้เสียหายและมีอ านาจฟ้องคดีนี้ต่อ
ศาลชั้นต้น
เมื่อค าวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ก าหนดให้เป็นที่สุด ย่อมเป็นบรรทัดฐานในการวินิจฉัยความเป็น
ผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีอาญาต่อศาลอาญาคดีทุจรตและประพฤติมิชอบ ให้เปิดชองทางการฟ้องคดี
ิ
่
เพิ่มเติมหลากหลายจากประชาชนผู้ได้รบผลกระทบทั้งจากบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยไม่อาจหลีกหนี
ั
การตีความข้อเท็จจรงส่วนนี้ให้ผิดแผกแตกต่างออกไปอย่างมีนัยยะส าคัญได้ แม้ผู้พิพากษาเจ้าของส านวน
ิ
ุ
ในศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบจะท าความเห็นแย้งแต่ผลสรปในตอนท้ายท่านก็ยืนยันว่า
เห็นพ้องด้วยผล
กรณีศึกษาที่เจ็ด คดีตัวอย่าง แนวค าพิพากษาศาลฎีกา
ี
ั้
ศาลชนต้นไต่สวนความผิดละเมิดอ านาจศาลที่จ าเลยเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่า ประพฤติตนไม่เรยบร้อย
ิ
ในบรเวณศาล และมีค าสั่งจ าคุกจ าเลย ๖ เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จ าคุก
ั้
้
๓ เดือน คดีถึงที่สุด ศาลชนต้นอ่านค าพิพากษาลับหลังจ าเลยพรอมออกหมายจับเพื่อบังคับตามผลค า
ั้
พิพากษาศาลฎีกา ต่อมาเจ้าพนักงานต ารวจจับจ าเลยได้ตามหมายจับน าตัวส่งศาลชนต้น จ าเลยอ้างว่าคดี

