Page 2196 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2196
๒๑๗๘
(๔)
๔ อย่างเราและพวกเธอทั้งหลายจึงท่องเที่ยวไปแล้วในสังสารวัฏตลอดกาลยืดยาวนานถึงเพียงนี้” การไม่
รู้และไม่แทงตลอดในอริยสัจ ๔ จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวเพราะมนุษย์จะต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏต่อไปอย่าง
ไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เมื่อได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์และได้พบพระธรรมค้าสอนของ
ุ
พระพทธเจ้าแล้ว แต่มิได้ให้ความส้าคัญและศึกษาอริยสัจ ๔ อย่างละเอยดลึกซึ้งเป็นเหตุให้เมื่อประสบกับ
ี
ความทุกข์ก็ทุกข์จนแสนสาหัส ไม่สามารถแก้ทุกข์ที่เกิดกับตนเองได้และบางคนถึงขนาดฆ่าตัวตายซึ่งไม่ใช่
การแก้ปัญหาที่ถูกวิธี ดังนั้นเราจึงต้องให้ความส้าคัญกับการศึกษาอริยสัจ ๔ เพอใช้องค์ความรู้ที่
ื่
์
พระศาสดาทรงเมตตาสั่งสอนไว้มาบรรเทาความทุกขที่ประสบและพาตัวเราออกจากสังสารวัฏให้ได้
วิญญาณเป็นสิ่งที่เวียนว่ายในสังสารวัฏหรือไม่ อธิบายได้ด้วยการท างานของขันธ์ ๕
ผู้ที่นับถือศาสนาพทธส่วนใหญ่พอมีองค์ความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ อยู่บ้าง แต่เมื่อถามว่าขันธ์ ๕ คือ
ุ
ุ
อะไรมักไม่ค่อยมีใครรู้ เพราะไม่ได้ศึกษาค้าสอนของพระพทธเจ้าอย่างจริงจัง จึงมีค้ากล่าวว่าชาวพทธทุก
ุ
ุ
วันนี้เป็นชาวพทธแต่ตามทะเบียนบ้าน ค้าว่า “ขันธ์ ๕” นั้น หมายถึง ธรรมธาตุที่ประกอบด้วย ๑ รูป คือ
ร่างกายหรือตัวตนของคน สัตว์ สิ่งของ อันเกิดขึ้นจากการรวมตัวของธาตุ ๔ ได้แก่ ดิน น้้า ไฟ ลม ๒ เวทนา
คือ การเสวยอารมณ์ความรู้สึกซึ่งแบ่งเป็นความรู้สึกสุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ ๓ สัญญา คือ ความจ้าได้
หมายรู้ ๔ สังขาร คือ สภาพที่ปรุงแต่งจิต ๕ วิญญาณ คือ สภาพรับรู้ ซึ่งจะรับรู้สิ่งต่าง ๆ ในปัจจุบัน ทางตา
(๕)
หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ธรรมชาติเดิมของมนุษย์ทุกคนนั้นเป็นอสังขตธรรม เป็นสภาพที่การเกิดไม่ปรากฏ ความเสื่อมไม่
้
ื่
ปรากฏ และเมื่อตั้งอยู่ก็ไม่มีภาวะอย่างอนปรากฏ แต่เมื่อธรรมชาตินี้มาหลงยึดในขันธ์ ๕ ด้วยอานาจของ
้
ตัณหา (ความก้าหนัดยินดีด้วยอานาจแห่งความเพลิน) ธรรมชาติดังกล่าวจึงถูกเรียกว่า “สัตว์” สัตว์ที่หลง
ยึดขันธ์ ๕ จึงเป็นสัตว์ที่มีอวิชชา (ความไม่รู้) เป็นเครื่องกั้นและมีตัณหาเป็นเครื่องผูก กระบวนการยึดใน
ขันธ์ ๕ นี้เริ่มตั้งแต่สัตว์หลงยึดในวิญญาณซึ่งเป็นเพยงธาตุรู้ตามธรรมชาติ แล้ววิญญาณเข้าไปตั้งอาศัยใน
ี
้
รูป เวทนา สัญญา สังขาร (รูป ๑ กับนาม ๓) ด้วยอานาจของตัณหา โดยวิญญาณจะตั้งอาศัยในรูปนามได้
ี
เพยงทีละธรรมธาตุเท่านั้น และเมื่อสัตว์เปลี่ยนจากการยึดธรรมธาตุหนึ่งไปยึดอกธรรมธาตุหนึ่งสัตว์จะเข้า
ี
ไปยึดวิญญาณดวงใหม่ ส่วนวิญญาณที่ตั้งอาศัยในธรรมธาตุเดิมจะดับไป วิญญาณและรูปนามดังกล่าวจึง
(๖)
เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม (ธรรมที่อาศัยกันและกันในการเกิด) หากไม่มีวิญญาณรูปนามก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้
และหากไม่มีรูปนามวิญญาณก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน อปมาเหมือนแสงแดดกับฉากหากแสงแดดส่องไป
ุ
โดยไม่มีฉากรับรัศมีของแดดย่อมไม่อาจปรากฏ กลับกันหากมีเพยงฉากแต่ไม่มีแสงแดดรัศมีของแดดก็ไม่
ี
อาจปรากฏเช่นกัน เช่น นายยุติธรรมนั่งคิดถึงเรื่องในอดีตนั่นคือธรรมชาติที่เรียกว่า “สัตว์” ในตัว
(๔) เรื่องเดียวกัน, หน้า ๙๘
(๕) วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, ขันธ์ [ออนไลน์], ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๔, https://th.wikipedia.org/wiki/ขันธ์
(๖) Youtube, อานาปานสติ [ออนไลน์], ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๔,
https://www.youtube.com/watch?v=SWxAzheEbI8

