Page 2198 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2198
๒๑๘๐
้
หลุดพนจากสังขตธรรมกลับคืนสู่สภาพธรรมชาติเดิมของตนเองนั่นคือสภาพคงที่ ไม่แปรเปลี่ยนและ
ื่
ไม่หลงยึดในขันธ์ ๕ เป็นธรรมชาติที่ไม่มีการเกิด ไม่มีความเสื่อม และเมื่อตั้งอยู่ก็ไม่มีภาวะอย่างอนปรากฏ
ซึ่งเป็นลักษณะของอสังขตธรรมโดยพระองค์ตรัสอธิบายอสังขตธรรมไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย อสังขตลักษณะ
ุ
แห่งอสังขตธรรม ๓ อย่างเหล่านี้มีอยู่ ๓ อย่างอย่างไรเล่า ๓ อย่างคือ ๑ ไม่ปรากฏมีการเกิด (น อปฺปา
ื่
โทปญฺญายติ) ๒ ไม่ปรากฏมีการเสื่อม (น วโย ปญฺญายติ) ๓ เมื่อตั้งอยู่ก็ไม่มีภาวะอย่างอนปรากฏ
(๑๑)
(น ฐิตสฺส อญฺญถตฺต้ ปญฺญายติ) ภิกษุทั้งหลาย สามอย่างเหล่านี้แล คือ อสังขตลักษณะแห่งอสังขตธรรม”
จึงอาจสรุปลักษณะของอสังขตธรรมได้ว่า เป็นธรรมชาติที่ไม่มีการเกิด ไม่มีความเสื่อม และไม่เสื่อมไปเรื่อย
ๆ เป็นธรรมชาติที่เป็นอมตะ ไม่มความตายแต่เพราะสัตว์มาหลงยึดในขันธ์ ๕ ซึ่งเป็นสังขตธรรม เมื่อขันธ์ ๕
ี
แตกสลายไปแต่ความยึดถือในความเป็นตัวตนของสัตว์ยังมีอยู่ในขันธ์ ๕ ดังนั้นสัตว์จึงต้องตายไปตามขันธ์
๕ นั้นและต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏต่อไป
มรรคมีองค์ ๘ คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งกรรม
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้ให้ความหมายของ “กรรม” ว่า การกระท้า
การงาน กิจ ชาวพทธส่วนใหญ่จึงมักเข้าใจความหมายของ “กรรม” โดยเน้นที่การกระท้าทางกายและ
(๑๒)
ุ
เข้าใจว่าการกระท้าทางกายนั้นคือสิ่งที่ให้โทษมากที่สุด แต่พระพทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับกรรมไว้ว่า “ภิกษุ
ุ
ทั้งหลาย เรากล่าวซึ่งเจตนาว่าเป็นกรรม เพราะว่าบุคคลเจตนาแล้ว ย่อมกระท้าซึ่งกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา
ด้วยใจ ภิกษุทั้งหลาย เหตุเกิด (นิทานสัมภวะ) แห่งกรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ภิกษุทั้งหลาย เหตุ
(๑๓)
เกิดแห่งกรรมทั้งหลาย คือ ผัสสะ” ดังนั้นผู้ใดจะกระท้ากรรมต้องมีเจตนา หาไม่แล้วสิ่งที่กระท้าย่อม
ไม่เป็นกรรม เช่น สมหมายเดินไปเหยียบมดตาย เช่นนี้จะถือว่าการกระท้าของสมหมายเป็นกรรมหาได้ไม่
และการกระท้ากรรมแบ่งออกเป็น ๓ ทางได้แก่ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม และพระองค์ตรัสว่า
มโนกรรมคือกรรมที่ให้โทษมากที่สุด ส่วนบ่อเกิดแห่งกรรมนั้นพระองค์ตรัสว่าเกิดจาก “ผัสสะ” ซึ่งหมายถึง
สัมผัส หรือ การกระทบ ในที่นี้หมายถึงการกระทบกันของอายตนะภายในอันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
(๑๔)
์
และใจ กับอายตนะภายนอกอันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ ท้าให้เกิดความรู้สึกสุข
ก็ดี ทุกข์ก็ดี หรือไม่ทุกข์ไม่สุขก็ดี แต่สิ่งที่ท้าให้รับรู้ถึงความรู้สึกดังกล่าวได้คือวิญญาณซึ่งเป็นธาตุรู้เช่น
สมชายเห็นแหวนเพชรแล้วรู้สึกชอบ ตาของสมชายที่มองเห็นแหวนเพชรนั้นคืออายตนะภายใน ส่วนแหวน
เพชรคือรูปซึ่งเป็นอายตนะภายนอกกระทบกัน แต่ที่สมชายมองเห็นแหวนเพชรก็ด้วยอาศัยวิญญาณ และ
(๑๑) เรื่องเดียวกัน, หน้า ๓๐๔
(๑๒) พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒ ๕ ๕ ๔ [ออนไลน์], ๒ ๘ กรกฎาคม ๒ ๕ ๖ ๔ ,
https://dictionary.orst.go.th
(๑๓) คณะงานธัมมะ วัดนาป่าพง, พุทธวจน ปฐมธรรม, หน้า ๑๑๔
(๑4) วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, ผัสสะ [ออนไลน์], ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๔, https://th.wikipedia.org/wiki/ผัสสะ

