Page 2197 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2197
๒๑๗๙
นายยุติธรรมเข้าไปหลงยึดวิญญาณแล้ววิญญาณเข้าไปตั้งอาศัยในสัญญา ต่อมานายยุติธรรมคิดว่าพรุ่งนี้จะ
เดินทางไปท้างานอย่างไร ขณะนั้นวิญญาณดวงที่เข้าไปตั้งอาศัยในสัญญาดับแล้วสัตว์เข้าไปยึดติดใน
ี
วิญญาณดวงใหม่ที่เข้าไปตั้งอาศัยในสังขาร เปรียบเหมือนลิงที่กระโดดจับกิ่งไม้หนึ่งไปยังอกกิ่งไม้หนึ่ง ดังที่
ุ
พระพทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลายเปรียบเหมือนวานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่ ย่อมจับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น
ื่
ื่
จับกิ่งอน ปล่อยกิ่งที่จับเดิม เหนี่ยวกิ่งอนอก เช่นนี้เรื่อย ๆ ไป ภิกษุทั้งหลาย ฉันใดก็ฉันนั้นเหมือนกัน สิ่งที่
ี
(๗)
เรียกกันว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ตลอดวันตลอดคืน” ค้าว่า
“จิต” “มโน” และ “วิญญาณ” นั้นความจริงคือสิ่งเดียวกันแต่พระพทธเจ้าทรงบัญญัติค้าดังกล่าวขึ้นตาม
ุ
กระบวนการเกิดขึ้นของจิตโดยเริ่มจากสิ่งที่เรียกว่า “มโน” ก่อน เมื่อมโนโน้มไปยังธรรมธาตุทั้ง ๔
(รูป เวทนา สัญญา สังขาร ขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง) และเข้าไปตั้งอาศัยในธรรมธาตุทั้ง ๔ ธรรมธาตุใดธรรมธาตุ
หนึ่งด้วยอ้านาจของตัณหาพระองค์ทรงเรียก “มโน” ที่เข้าไปตั้งอาศัยในธรรมธาตุดังกล่าวนี้ว่า “วิญญาณ”
และการที่วิญญาณตั้งอาศัยในธรรมธาตุนั้นต่อไปอก พระองค์ทรงเรียกสิ่งนี้ว่า “จิต” และวิญญาณเป็นสิ่งที่
ี
เกิดดับอยู่ตลอดเวลา และตราบใดที่สัตว์ยังหลงยึดในขันธ์ ๕ ภพ ชาติ ย่อมเกิดขึ้น สัตว์ก็ยังคงต้อง
(๘)
ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏโดยไม่มีที่สิ้นสุด สิ่งที่เวียนวายตายเกิดตามที่ชาวพทธส่วนใหญ่เข้าใจจึงมิใช่
ุ
วิญญาณ หากแต่เป็นธรรมชาติ ๆ หนึ่งที่เรียกว่า “สัตว์” ซึ่งมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน
สังขตธรรมและอสังขตธรรม
ดังได้กล่าวมาแล้วว่าธรรมชาติเดิมของมนุษย์ที่หลงยึดในขันธ์ ๕ ถูกเรียกว่า “สัตว์” ซึ่งแปลว่า
ผู้ยึดติด โดยพระพทธเจ้าตรัสอธิบายความหมายของค้าดังกล่าวกับราธะว่า “ราธะ ฉันทะ (ความพอใจ)
ุ
้
ราคะ (ความก้าหนัด, ความพอใจอย่างยิ่ง) นันทิ (ความเพลิน) ตัณหา (ความก้าหนัดยินดีด้วยอานาจแห่ง
ความเพลิน) ใด ๆ มีอยู่ในรูปเพราะการติดแล้วข้องแล้วในรูปนั้นเพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ (ผู้หลงยึดใน
(๙)
ขันธ์ ๕)” และตรัสถึง เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ๕ ธรรมธาตุ
ที่สัตว์ก้าลังหลงยึดอยู่ด้วยอานาจของฉันทะ ราคะ นันทิ และตัณหา นั้นมีลักษณะแห่งสังขตธรรมเป็น
้
ธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่งขึ้น เมื่อถูกปรุงแต่งขึ้นย่อมไม่คงที่และมีการแปรเปลี่ยนซึ่งพระองค์ตรัสอธิบายสังขต
ธรรมไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สังขตลักษณะแห่งสังขตธรรม ๓ อย่างเหล่านี้มีอยู่ ๓ อย่างอย่างไรเล่า ๓ อย่าง
คือ ๑ มีการเกิดปรากฏ (อปฺปาโทปญฺญายติ) ๒ มีการเสื่อมปรากฏ (วโย ปญฺญายติ) ๓ เมื่อตั้งอยู่ก็มีภาวะ
ุ
อย่างอนปรากฏ (ฐิตสฺส อญฺญถตฺต้ ปญฺญายติ) ภิกษุทั้งหลาย สามอย่างเหล่านี่แลคือ สังขตลักษณะแห่ง
ื่
สังขตธรรม” จึงอาจสรุปลักษณะของสังขตธรรมได้ว่า เป็นธรรมชาติที่มีการเกิด เมื่อเกิดแล้วมีเสื่อม
(๑๐)
และเสื่อมไปเรื่อย ๆ การเจริญอานาปานสติเป็นหนทางหนึ่งและเป็นทางสายเอกที่ปฏิบัติแล้วท้าให้สัตว์
(๗) คณะงานธัมมะ วัดนาป่าพง, พุทธวจน จิต มโน วิญญาณ, ๒๕๖๓, หน้า ๒
(๘) Youtube, จิต มโน วิญญาณ, ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๔, https://www.youtube.com/watch?v=XL9qBhlVaBM
(๙) คณะงานธัมมะ วัดนาป่าพง, พุทธวจน สัตว์, ๒๕๖๓, หน้า ๑
(๑๐) คณะงานธัมมะ วัดนาป่าพง, พุทธวจน ปฐมธรรม, ๒๕๖๓, หน้า ๓๐๓

