Page 2195 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2195
๒๑๗๗
เห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ น้าความพอใจและ
ี
ความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ เป็นผู้มีปกติ เห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพยรเป็นเครื่องเผากิเลส มีความ
รู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ น้าความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสียได้เป็นผู้มีปกติ เห็นธรรมในธรรม
ี
ทั้งหลายอยู่ มีความเพยรเป็นเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ น้าความพอใจและความไม่
พอใจในโลกออกเสียได้ นี้เราเรียกว่า สัมมาสติ ภิกษุทั้งหลาย ความตั้งใจมั่นชอบเป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย
ั
ภิกษุนี้ เพราะสงัดจากกามทั้งหลาย เพราะสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเข้าถึงฌานที่หนึ่งอนมี วิตก
ั
ั
วิจาร มีปีติ และสุขอนเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่ เพราะวิตกวิจารร้างับลง เธอเข้าถึงฌานที่สองอนเป็นเครื่อง
ผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอนเอกผุดขึ้นไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อนเกิดแต่สมาธิ
ั
ั
แล้วแลอยู่ เพราะปีติจางหายไปเธอเป็นผู้เพงเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและได้เสวยสุขด้วย
่
ั
นามกาย ย่อมเข้าถึงฌานที่สามอนเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า “เป็นผู้เฉย
ุ
อยู่ได้ มีสติ มีการอยู่เป็นสุข” แล้วแลอยู่ เพราะละสุขและทกข์เสียได้และเพราะความดับหายไปแห่งโสมนัส
ั
และโทมนัสในกาลก่อน เธอย่อมเข้าถึงฌานที่สี่ อนไม่ทุกข์และไม่สุขมีแต่สติอนบริสุทธิ์เพราะอเบกขาแล้ว
ุ
ั
แลอยู่ นี้เราเรียกว่า สัมมาสมาธิ” และมรรคมีองค์ ๘ นี้ ก็คือสิ่งเดียวกับการเจริญอานาปานสติและการ
(๑)
เจริญอานาปานสตินี้เองเป็นเหตุให้สติปัฏฐาน ๔ ได้แก่ กายานุปัสสนาสติปัฏฐานา เวทนานุปัสสนาสติ
ปัฏฐานา จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานา ธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐานา อนเป็นกองกุศลที่แท้จริงบริบูรณ์และ
ั
เป็นเหตุให้โพชฌงค์ ๗ ซึ่งเป็นองค์ตรัสรู้ วิชชา และวิมุตติบริบูรณ์ เข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า “นิพพาน” หรือ
กลับคืนสู่ธรรมชาติที่เป็นอยู่เดิมของมนุษย์อันเป็นธรรมชาติที่ไม่มีการเกิด ไม่มีความเสื่อม และเมื่อตั้งอยู่ไม่
ื่
มีสภาวะอย่างอนปรากฏ เมื่อเป็นธรรมชาติที่ไม่มีการเกิดความตายจึงไม่อาจมีได้ พระพทธเจ้าทรงเรียก
ุ
ธรรมชาติดังกล่าวว่า “อมตะ” หรือ “นิพพาน” หรือ “วิมุตติญาณทสสนะ”
ั
สิ่งที่มนุษย์ทุกคนจ าเป็นต้องรู้ก่อนตาย
ั
ุ
พระพทธเจ้าตรัสรู้ความจริงอนประเสริฐ ๔ ประการ เรียกว่า “อริยสัจ ๔” โดยทรงแสดงไว้ดังนี้
“ภิกษุทั้งหลาย แม้พระอรหันตสัมมาสัมพทธะผู้ตรัสรู้ตามเป็นจริงอยู่ในกาลเป็นปัจจุบันนี้ก็ได้ตรัสรู้อยู่ซึ่ง
ุ
ั
ั
ั
ความจริงอนประเสริฐสี่อย่าง ความจริงอนประเสริฐสี่อย่างนั้น เหล่าไหนเล่า สี่อย่างคือ ความจริงอน
ั
ประเสริฐคือ ทุกข์ ความจริงอนประเสริฐคือ เหตุให้เกิดทุกข์ ความจริงอนประเสริฐคือ ความดับไม่เหลือ
ั
ของทุกข์ ความจริงอนประเสริฐคือ ทางด้าเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์” โดยทรงให้ความส้าคัญ
ั
(๒)
กับอริยสัจ ๔ เป็นอย่างมากเพราะเป็นธรรมที่ประกอบอยู่ด้วยประโยชน์ เป็นเงื่อนต้นของพรมจรรย์ เป็นไป
(๓)
พร้อมเพื่อความหน่ายทุกข์ ความคลายก้าหนัด ความดับ ความร้างับ ความรู้ยิ่ง ความรู้พร้อมและนิพพาน
และพระองค์ตรัสผลแห่งการไม่รู้อริยสัจ ๔ ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่รู้ถึง เพราะไม่แทงตลอดซึ่งอริยสัจ
(๑) คณะงานธัมมะ วัดนาป่าพง, พุทธวจน ตามรอยธรรม, ๒๕๖๓, หน้า ๒๔
(๒) เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖-๗
(๓) เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๐

