Page 2199 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2199

๒๑๘๑




                 เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนาคือ ความรู้สึกพอใจในแหวนเพชร และเวทนานี้เองที่เป็นเหตุให้เกิด
                 ตัณหา ท้าให้สมชายอยากได้แหวนเพชรเป็นของตนเอง และเมื่อสมชายซื้อแหวนเพชรมาก็ยึดมั่นถือมั่นว่า

                                               ุ
                 แหวนเพชรเป็นของตนเรียกว่าเกิดอปาทาน  กระบวนการดังกล่าวเป็นไปตามกฏปฏิจจสมุปบาท (กฏของ
                 ธรรมชาติที่อาศัยกันและกันในการเกิด) ซึ่งอาจกล่าวโดยสรุปว่า เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะ

                                                                       ุ
                 มีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอปาทาน และท้าให้เกิด“สักกายทิฏฐิ”
                   ุ
                 (อปาทาน ขันธ์ ๕)  หรือความเห็นที่ว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวตนซึ่งท่านพทธทาสภิกขุเรียกว่า “ตัวกู ของกู”
                                 (๑๕)
                                                                           ุ
                             ุ
                 และเพราะมีอปาทานเป็นปัจจัยนี้เองจึงมีภพ ชาติ ชรา และมรณะ ตามมาถึงตรงนี้อาจมีค้าถามว่าแล้ว
                                                        ั
                 ผัสสะเป็นแดนเกิดแห่งกรรมได้อย่างไรและสัมพนธ์กับสิ่งที่เรียกว่า “ภพ” (ที่ซึ่งวิญญาณตั้งอาศัย) อย่างไร
                 พระพทธเจ้าทรงเรียกที่ซึ่งวิญญาณเข้าไปตั้งอาศัยอนได้แก่ รูป เวทนา สัญญา และสังขาร ว่า “ภพ” โดย
                                                           ั
                      ุ
                                   ั
                 ทรงเปรียบธรรมธาตุอนเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณทั้ง ๔ ดังกล่าวเป็นผืนนา วิญญาณเป็นเมล็ดพช ตัณหาเป็น
                                                                                             ื
                            ื
                                        ื
                 ยางในเมล็ดพช ส่วนเมล็ดพชที่งอกเป็นชาติ (การเกิด) ดังนั้นการที่มนุษย์คิดหรือด้าริถึงสิ่งใด สิ่งนั้นย่อม
                                                                             ิ
                 เป็นไปเพอการตั้งอยู่แห่งวิญญาณและเป็นเหตุให้เกิดภพเกิดชาติ เช่น พทักษ์คิดถึงเหตุการณ์ที่ตนเองเคย
                         ื่
                                                                                                    ิ
                 ถูกรถชน ทันทีที่พทักษ์คิดวิญญาณได้เข้าไปตั้งอาศัยในสัญญา (ความจ้าได้หมายรู้) เกิดภพและเมื่อพทักษ์
                                ิ
                 คิดต่อไปก็เกิดชาติ แต่เป็นเพยงภพและชาติที่เป็นนามธรรมเพราะพทักษ์ยังไม่ถึงแก่ความตาย แต่หาก
                                          ี
                                                                           ิ
                        ิ
                                ิ
                 ขณะที่พทักษ์คิดพทักษ์หัวใจวายตายกะทันหันภพและชาติจะเกิดเป็นรูปธรรมขึ้นทันที และเป็นเหตุให้
                          ั
                  ิ
                 พทักษ์ได้อตภาพใหม่ซึ่งขึ้นอยู่กับธรรมธาตุที่วิญญาณเข้าไปตั้งอาศัยว่าเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม และ
                 พระองค์ตรัสว่า ที่ตั้งอาศัยแห่งวิญญาณหรือธรรมธาตุทั้ง ๔ นั้น ก็คือ “กรรม” ดังนั้น “ภพ” และ “กรรม”
                                                                                                   ั
                 จึงเป็นสิ่งเดียวกัน และหากธรรมธาตุที่วิญญาณเข้าไปตั้งอาศัยเป็นอกุศลกรรม ๆ ย่อมยังให้สัตว์ได้อตภาพ
                 ใหม่ อนได้แก่ นรก ก้าเนิดเดรัจฉานและเปรตวิสัย ในทางตรงกันข้ามหากธรรมธาตุอนเป็นที่ตั้งอาศัยแห่ง
                      ั
                                                                                       ั
                 วิญญาณนั้นเป็นกุศลกรรมๆ ย่อมยังให้สัตว์ได้อตภาพเป็นมนุษย์หรือเทวดา จึงมีค้ากล่าวว่า“สัตว์โลกย่อม
                                                        ั
                 เป็นไปตามกรรม”
                        กรรมที่พระศาสดาตรัสสอนจึงเป็นเพยงธาตุตามธรรมชาติที่ตราบใดสัตว์ยังคงหลงยึดในขันธ์ ๕
                                                       ี
                      ้
                 ด้วยอานาจของตัณหาเท่ากับว่าความเป็นตัวเราของสัตว์หรือ “สักกายทิฏฐิ” ยังมีอยู่ในขันธ์ ๕ สัตว์ก็ยัง
                 ต้องอยู่ในระบบของกรรม ดังนั้นร่างกายของเราทุกคนจึงเป็นผลจากกรรมเก่าที่เรากระท้าในอดีต และ

                 กรรมตลอดจนสุขหรือทุกข์ทั้งหลายก็มิได้เกิดจากตัวเรา เพราะก้อนกายของเรานี้ก็เป็นเพยงรูปซึ่งเป็นขันธ์
                                                                                          ี
                 ๕ ไม่ใช่เรา และกรรมมิได้เกิดจากผู้อื่นเพราะก้อนกายของผู้อื่นก็เป็นรูปซึ่งเป็นขันธ์ ๕ เช่นกัน ทั้งกรรมมิได้

                 เกิดจากทั้งตัวเราและผู้อนและมิได้เกิดขึ้นมาเองลอย ๆ ชาวพทธส่วนใหญ่จึงยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน
                                     ื่
                                                                    ุ
                                                                                      ุ
                 ในเรื่องของกรรมซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ ท้าให้สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้คือชาวพทธพากันไปกราบไหว้
                                                                                           ่
                 วิงวอน บนบานศาลกล่าวป่าศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ แม่น้้าศักดิ์สิทธิ์ สวนศักดิ์สิทธิ์ เจ้าพอ เจ้าแม่ ต่างๆ
                                              ้
                 เพราะไม่เข้าใจเรื่องกรรม ทั้งการออนวอนบนบานศาลกล่าวต่าง ๆ ก็ไม่อาจบันดาลสุขทุกข์ให้แก่ผู้ใดได้



                        (๑๕)  คณะงานธัมมะ วัดนาป่าพง, พุทธวจน สมถะ วิปัสสนา, ๒๕๖๓, หน้า ๒๕4
   2194   2195   2196   2197   2198   2199   2200   2201   2202   2203   2204