Page 2203 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2203
๒๑๘๕
ั
เห็นสมุทัย (เหตุให้เกิดทุกข์) และเมื่อไหร่ก็ตามที่จิตกลับมารู้ลมหายใจก็จะเห็นนิโรธ (ความดับทุกข์) อน
หมายถึงการพจารณาให้เห็นอนิจจัง (ความไม่เที่ยง) ทุกขัง (ความไม่สามารถทนอยู่ได้) และอนัตตา
ิ
(ความมีตัวตนชั่วคราว) กล่าวคือ สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา สิ่งใดเป็น
อนัตตาสิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เป็นเรา ไม่ใช่เป็นตัวตนของเรา และธรรมชาติที่เรียกว่า “สัตว์” นั้นมีอยู่ใน
มนุษย์ทุกคน สัตว์เป็นผู้หลงเข้าไปยึดในขันธ์ ๕ ความเป็นตัวตนของสัตว์จึงมีอยู่ใน ๕ ธรรมธาตุดังกล่าว
และจิตหรือวิญญาณเป็นธรรมธาตุเดียวที่สัตว์ไม่เคยปล่อยการยึดเลย เพราะเมื่อวิญญาณดวงหนึ่งดับไป
สัตว์ก็เข้ายึดวิญญาณดวงใหม่ทันที เช่น เมื่อคิดถึงอดีต (สัญญา) แล้วเปลี่ยนไปคิดปรุงแต่งเรื่องอนาคต
(สังขาร) จิตที่เข้าไปตั้งอาศัยในเรื่องอดีตจะดับ สัตว์จะเข้าไปยึดวิญญาณดวงใหม่ที่เข้าไปตั้งอาศัยในเรื่อง
ี
อนาคต เท่ากับว่าสัตว์ปล่อยการยึดสัญญาแล้วเปลี่ยนไปยึดสังขารแทนและวิญญาณเป็นเพยงธาตุรู้หาก
วิญญาณไม่เข้าไปรับรู้ธรรมธาตุทั้ง ๔ ธรรมธาตุทั้ง ๔ ก็เหมือนไม่มี ดังนั้นการเกิดขึ้นของความคิดล้วนเกิด
จากการเข้าไปตั้งอาศัยของวิญญาณ
ิ
ุ
เดิมก่อนผู้เขียนรับราชการในต้าแหน่งผู้ช่วยผู้พพากษาผู้เขียนเคยอปสมบทเป็นพระภิกษุและใช้
การบริกรรม "เกศา โลมา นขา ทันตา ตโจ" ขณะหายใจเข้าออก แต่การภาวนาไม่ก้าวหน้าจึงเปลี่ยนมา
บริกรรม “พุทธ” เมื่อหายใจเข้าและ “โธ” เมื่อหายใจออก แต่การภาวนาก็ไม่คอยมีความก้าวหน้าและรู้สึก
่
่
ว่าอึดอัดไม่คอยสงบ ต่อมาจึงได้เปลี่ยนมาใช้การมีสติรู้ลมหายใจเข้าออกในการเจริญอานาปานสติเพราะไม่
ต้องมีค้าบริกรรมให้ยุ่งยาก แต่จากประสบการณ์ของผู้เขียนความยากอยู่ที่เมื่อเริ่มปฏิบัติใหม่ ๆ ผู้ปฏิบัติจะ
เผลอไปก้าหนดลมหายใจไม่ได้ปล่อยให้ลมหายไหลเข้าออกสั้นยาวตามธรรมชาติซึ่งจะกลายเป็นการปรุง
แต่งลมหายใจ กว่าที่จะรู้ลมหายใจที่ไหลเข้าออกตามธรรมชาติได้นั้นใช้เวลานานหลายเดือน และใน
ื่
ระยะแรกจิตจะไม่ค่อยตั้งมั่นอยู่กับลมหายใจแต่จะคิดถึงเรื่องอน ๆ ตลอดเวลา ทั้งความคิดที่เกิดขึ้นนั้น
ี่
ผู้เขียนแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้้าว่าคิดตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เมื่อฝึกมาได้สักระยะความถของการคิดจะน้อยลง ๆ จิตจะ
ตั้งอยู่กับลมหายใจได้นานขึ้น และผู้เขียนจะไม่รู้สึกร้าคาญหรือหงุดหงิดกับความคิดที่เกิดเพราะจิตนั้นเป็น
สิ่งที่แปรเปลี่ยนได้ง่ายและมีเกิดดับเองตามธรรมชาติ ข้อส้าคัญอยู่ที่เมื่อรู้ตัวว่าคิดก็ให้หยุดคิดเสียแล้วรีบ
กลับไปรู้ลมหายใจดังเดิม ผู้เขียนใช้เวลาเป็นแรมปีกว่าที่จิตจะเริ่มตั้งมั่นอยู่กับลมหายใจได้นานขึ้น และเมื่อ
ยิ่งปฏิบัติมากขึ้นลมหายใจจะค่อย ๆ ไหลเข้าออกช้าลงและแผ่วเบาลงเรื่อย ๆ ในแง่มุมของการปฏิบัติ
ื่
ดังกล่าวผู้เขียนมุ่งหวังให้เป็นการปฏิบัติเพอให้จิตสงบขึ้นมาระดับหนึ่งโดยไม่ได้คาดหวังว่าต้องท้าสมาธิให้
ถึงขั้นได้ฌานเพอพจารณาให้เห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ท่านพทธทาสกล่าวถึงแง่มุมดังกล่าวว่า เป็นการ
ุ
ิ
ื่
ส้ารวมจิต ให้จิตสงบ พอจะมีความสุขขึ้นมาบ้าง แล้วถือเอาความสุขจากในขั้นสุดท้ายนี้ไปพจารณาอนิจจัง
ิ
(๒๒)
ุ
ั
ทุกขัง อนัตตา โดยไม่ต้องสนใจว่าสมาธิจะถึงขั้นใดเพราะจะเป็นไปเองโดยอตโนมัติ และพระพทธเจ้า
ตรัสว่าสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะเห็นต่อมาคือ ไม่ว่าลมหายใจและความคิดที่เกิดล้วนไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เป็นเรา ไม่ใช่
เป็นตัวตนของเรา ซึ่งจะท้าให้แยกระหว่างผู้สังเกตและผู้ถูกสังเกตออกจากกัน เช่น ระหว่างจิตรู้ลมหายใจ
(๒๒) เรื่องเดียวกัน, หน้า ๔๒-๔๓

