Page 2205 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2205

๒๑๘๗




                                                                    ุ
                                 (๒๓)
                 บารมี และเป็นกุศล  แต่เมื่อย้อนกลับไปดูค้าสอนของพระพทธเจ้าที่ปรากฏในพระสูตรต่าง ๆ จะพบว่า
                                                                                                 ั
                 พระองค์ตรัสเกี่ยวกับอานิสงส์แห่งการเจริญอานาปานสติไว้หลายประการ อาทิ เป็นเครื่องถอนอสมิมานะ
                 (การถือเขาถือเรา) ละความฟงซ่าน ดับความคับแค้น ละอนุสัย (นิสัยฝ่ายอกุศล) เป็นต้น จึงขอน้ามาแสดง
                                         ุ้
                 พอสังเขปดังนี้


                        ๑. อานาปานสติเป็นเหตุให้อานิสงส์อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาผล ๒ ประการเป็นสิ่งที่หวังได้


                                                                       ั
                        พระพทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่ออานาปานสติอนบุคคลเจริญท้าให้มากแล้วอยู่อย่างนี้
                             ุ
                 ผลอานิสงส์อย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาผล ๒ ประการเป็นสิ่งที่หวังได้ คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือว่าถ้า

                                                 (๒๔)
                                                                      ุ
                      ุ
                 ยังมีอปาทิเหลืออยู่ ก็จักเป็นอนาคามี”  อริยบุคคลในศาสนาพทธมี ๔ ขั้น เริ่มตั้งแต่โสดาบัน สกทาคามี
                 อนาคามี และอรหันต์ ทั้งนี้แล้วแต่ว่าบุคคลนั้นจะละสังโยชน์ได้มากน้อยเพยงใด การเจริญอานาปานสตินั้น
                                                                              ี
                                     ุ
                 หากมีเวลาปฏิบัติพระพทธเจ้าทรงให้กระท้าให้มาก เจริญให้มากเพราะจะได้ผลใหญ่ อานิสงส์ใหญ่คือ
                 นิพพานในปัจจุบันหมายถึง การที่สัตว์ปล่อยวางขันธ์ ๕ เพราะสิ้นตัณหาในขณะที่กายยังไม่แตกดับ ทั้งนี้
                 เพราะการเจริญอานาปานสตินั้น เมื่อกระท้าให้มากจนละฉันทะ (ความพอใจ) นันทิ (ความเพลิน) ราคะ

                 (ความก้าหนัด) และตัณหา (ความก้าหนัดยินดีด้วยอ้านาจของความเพลิน) ได้ อุปาทานก็ดับสิ้นไป ภพ ชาติ
                 ชราและมรณะก็ดับไปด้วย ผู้นั้นก็จะเข้าถึงนิพพาน (ดับ, เย็น) เป็นอริยบุคคลขั้นอรหันต์ แต่หากยังมอปาทิ
                                                                                                    ุ
                                                                                                   ี
                 (กิเลส) หลงเหลืออยู่ก็จะเป็นอนาคามี


                        ๒. เจริญอานาปานสติ ชื่อว่าไม่เหินห่างจากฌาน


                             ุ
                        พระพทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญอานาปานสติ แม้ชั่วกาลเพยงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้
                                                                                        ี
                 เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ท้าตามค้าสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของ
                 ชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระท้าให้มากซึ่งอานาปานสตินั้นเล่า”  เหตุและปัจจัยอันท้า
                                                                                    (๒๕)
                 ให้บุคคลเจริญอานาปานสติได้แตกต่างกันไป บางคนมีภาระกิจน้อยก็ปฏิบัติได้มาก แต่บางคนภาระกิจมาก

                 ท้าให้มีเวลาปฏิบัติน้อย อย่างไรก็ตามแม้ผู้ปฏิบัติได้น้อยก็ใช่ว่าการปฏิบัตินั้นจะสูญเปล่า เพราะพระองค์

                 ทรงให้เจริญอานาปานสติเพียงชั่วเวลาลัดนิ้วมือหมายถึงว่าเพียงชั่วครู่เดียวก็ได้ชื่อว่าไม่เหินห่างฌาน (ภาวะ
                 ที่จิตตั้งมั่นในอารมณ์อันเดียว) ซึ่งแบ่งเป็นรูปสัญญาและอรูปสัญญา










                        (๒๓)  กฤษณา ไพฑูรย์, สมาธิกับหลวงพ่อวิริยังค์ คลายปม “ธุรกิจ”[ออนไลน์], ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๔,

                 https://www.prachachat.net/columns/news-365983
                        (๒๔)  คณะงานธัมมะ วัดนาป่าพง, พุทธวจน อานาปานสติ, หน้า ๔

                        (๒๕)  เรื่องเดียวกัน, หน้า ๘๑
   2200   2201   2202   2203   2204   2205   2206   2207   2208   2209   2210