Page 1318 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 1318
๑๓๐๖
ี
้
ปกติของจ าเลย แต่ตามฟองมีรายละเอยดระบุว่า จ าเลยมีภูมิล าเนาอยู่ที่อาเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี
และศาลรับพจารณาคดีไว้ โดยไม่ปรากฏว่าเป็นประโยชน์แก่เด็กหรือเยาวชนอย่างไรถึงใช้ดุลพนิจรับ
ิ
ิ
ิ
พจารณาคดีไว้ เมื่อถึงวันนัดพจารณา จ าเลยไม่มาศาลตามนัด ศาลออกหมายจับและจ าหน่ายคดีชั่วคราว
ิ
ต่อมาในปี ๒๕๖๔ เจ้าพนักงานต ารวจรายงานให้ศาลทราบว่า จ าเลยตามหมายจับคดีนี้ถูกด าเนินคดีที่
ิ
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ซึ่งเป็นศาลผู้ใหญ่ ต่อมาปรากฏว่าศาลจังหวัดบัวใหญ่พพากษาจ าคุก จากนั้นมีการส่งตัว
ิ
จ าเลยมาด าเนินคดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดแพร่ ผู้เขียนมารับส านวนคดีนี้ ในวันนัดพจารณา
จ าเลยแถลงว่ามีอายุ ๒๕ ปี แล้ว สาเหตุที่จ าเลยไม่ได้มาศาลตามนัด เพราะขณะกระท าผิดคดีนี้จ าเลยมีถิ่น
ที่อยู่ที่จังหวัดสระบุรี จ าเลยยังเป็นเยาวชนไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ด้วยตนเอง ผู้ปกครองซึ่งเป็นย่า
ไม่สะดวกที่จะพามาที่ศาลเพราะอยู่ไกล จ าเลยไม่มีเจตนาหลบหนี คดีนี้จะเห็นได้ว่า หากจ าเลยเดินทางมา
ู
ศาลตามนัด ศาลอาจใช้มาตรการแทนการด าเนินคดีอาญา ท าการแก้ไข บ าบัดฟื้นฟ เพื่อให้เด็กและเยาวชน
ส านึกในการกระท า มีโอกาสกลับตัวเป็นคนดี สามารถอยู่ร่วมในสังคมได้ในภายภาคหน้า การใช้มาตรการ
ดังกล่าวอาจท าให้จ าเลยได้รับแก้ไขบ าบัดฟื้นฟูให้กลับตัวเป็นคนดีได้ แต่การที่โจทก์ยื่นฟองในศาลในท้องที่
้
ความผิดเกิด ซึ่งเป็นศาลอยู่ต่างท้องที่กับที่จ าเลยมีถิ่นที่อยู่ปกติ จึงเกิดปัญหาผู้ปกครองจ าเลยไม่สะดวกใน
การเดินทางดังกล่าวท าให้จ าเลยไม่ได้รับการแก้ไข บ าบัดฟนฟจนกระทั่งจ าเลยเกลับมากระท าผิดอก ส่วน
ี
ู
ื้
คดีที่สอง เป็นคดีปี ๒๕๖๓ จากการตรวจส านวนพบว่า บิดาจ าเลยและจ าเลยมีภูมิล าเนาอยู่ที่จังหวัด
็
ร้อยเอด ในช่วงที่เกิดเหตุมีการประกาศใช้พระราชก าหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ื่
ั
พ.ศ.๒๕๔๘ เพอควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพนธ์ใหม่ ๒๐๑๙ หรือ
covid-๑๙ ซึ่งมีข้อห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่ก าหนด บิดาจ าเลยมีอาชีพ
ขับรถยนต์ส่งสินค้า ในวันที่เกิดเหตุจ าเลยนั่งโดยสารมาด้วย ผู้ปกครองจ าเลยถูกด าเนินคดีที่
ศาลจังหวัดแพร่ในข้อหามีผิดตามพระราชก าหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘
ั
้
ิ
ส่วนจ าเลยพนักงานอยการยื่นฟองที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดแพร่ ศาลใช้ดุลพนิจรับพจารณาคดี
ิ
ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เป็นประโยชน์แก่จ าเลยอย่างไร แม้คดีนี้ผู้ปกครองจ าเลย และจ าเลยมาศาล แต่คดี
ดังกล่าวจ าเลยอายุ ๑๗ ปี ศาลสามารถใช้มาตรการแทนการพพากษาคดีตามมาตรา ๑๓๒ โดยอาจก าหนด
ิ
ิ
เงื่อนไขให้ผู้ปกครองและจ าเลยมาพบนักจิตวิทยาหรือผู้พพากษาสบทบของศาล ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์
เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็ก เพื่อให้ค าแนะน าผู้ปกครองและจ าเลย เกี่ยวกับทัศนคติในการใช้ชีวิติเพื่อไม่ให้
ื่
ท าผิดกฎหมาย หรือให้ค าแนะน าเกี่ยวกับการเรียน ตลอดทั้งก าหนดเงื่อนไขอนที่ศาลเห็นว่าจ าเป็นเพอ
ื่
แก้ไขบ าบัดฟนฟให้จ าเลยซึ่งเป็นเยาวชกลับตนเป็นพลเมืองดีของชาติต่อไป แต่คดีดังกล่าวกลับปรากฏว่า
ู
ื้
ิ
ศาลพพากษาจ าคุกและรอการลงโทษ ซึ่งการที่ศาลใช้วิธีการพพากษาคดีนั้น ผู้เขียนเข้าใจว่า สาเหตุน่าจะ
ิ
ิ
มาจากมีข้อจ ากัดในการก าหนดเงื่อนไข เพราะหากศาลใช้มาตรการแทนการพพากษาคดี ผู้ปกครองและ
็
จ าเลยจะต้องเดินทางมาศาล ซึ่งการเดินทางจากจังหวัดร้อยเอดมาที่จังหวัดแพร่มีระยะทางไกลพอสมควร
ิ
้
ศาลคงทราบข้อขัดของดังกล่าวจึงใช้วิธีการพพากษาคดีเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระแก่ผู้ปกครองและจ าเลยที่ต้อง
เดินทางมาศาลอก แต่การที่ศาลใช้วิธีการพพากษาคดีเช่นเดียวกับคดีทั่วไปนั้น ไม่น่าจะสอดคล้องกับ
ิ
ี
้
หลักการด าเนินคดีอาญากับเด็กหรือเยาวชน เพราะกฎหมายมีเจตนารมณ์ที่ต้องการแกไขบ าบัดฟื้นฟูให้เด็ก

