Page 2050 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2050
๒๐๓๒
ิ
เมื่อศาลยุติธรรมเป็นองค์กรที่มีอานาจในการพจารณาพพากษาอรรถคดีตามกฎหมายต่าง ๆ
ิ
แล้ว จึงมีปัญหาว่า ในกรณีที่มีการต่อสู้หรือโต้แย้งในขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพจารณาของศาลว่า บทบัญญัติ
ิ
้
แห่งกฎหมายที่ใช้เป็นหลักในการฟองร้องคดีใด หรือกฎหมายที่ศาลใช้ในการด าเนินกระบวนพจารณาหรือ
ิ
การบังคับคดีใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแล้ว หากบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจริง
้
ิ
ก็จะส่งผลต่อการแพชนะหรือในการด าเนินกระบวนพจารณาคดีต่อไปของศาล หากเกิดกรณีดังกล่าว ศาลที่
พจารณาคดีจะชี้ขาดประเด็นนั้นเองมิได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญก าหนดให้ศาลต้องส่งข้อโต้แย้งในประเด็น
ิ
ดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพจารณาวินิจฉัยเสียก่อน ซึ่งกรณีนี้รวมถึงการที่ศาลที่พจารณาคดีนั้นเห็นเองว่า
ิ
ิ
ิ
ิ
บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ศาลจะใช้พจารณาคดีหรือด าเนินกระบวนพจารณาคดีนั้นอาจขัดหรือ
แย้งต่อรัฐธรรมนูญด้วย
หลักการดังกล่าวได้รับการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ ดังนี้
“ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้ง
พร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา ๕ และยังไม่มีค าวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพอวินิจฉัย ในระหว่างนั้น
ื่
ให้ศาลด าเนินการพิจารณาต่อไปได้แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าค าโต้แย้งของคู่ความตามวรรคหนึ่ง ไม่เป็นสาระอนควรได้รับ
ั
การวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาก็ได้
ค าวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบต่อค าพพากษาของศาลอนถึง
ั
ิ
ิ
ที่สุดแล้ว เว้นแต่ในคดีอาญาให้ถือว่าผู้ซึ่งเคยถูกศาลพพากษาว่ากระท าความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยมาตรา ๕ นั้น เป็นผู้ไม่เคยกระท าความผิดดังกล่าวหรือถ้าผู้นั้นยังรับโทษ
อยู่ก็ให้ปล่อยตัวไป แต่ทั้งนี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะเรียกร้องค่าชดเชยหรือค่าเสียหายใด ๆ”
ในปัจจุบันนี้ ประชาชนมีความตระหนัก และมีความรู้ความเข้าใจในสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
ของตนเป็นอนมาก ทั้งจากสื่อต่าง ๆ และจากการแสวงหาความรู้ที่ง่ายดายขึ้นจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
ั
ศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่รู้จักกันโดยกว้างขวาง ทั้งประกอบกับปรากฏว่า มีกฎหมายส าคัญ ๆ หลายฉบับได้ถูก
ยกเลิกหรือต้องตราขึ้นใหม่ เนื่องจากขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญอันเป็นผลมาจากค าวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
และบางเรื่องก็เป็นการกลับหลักการทางกฎหมายที่เคยยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน เช่น กรณีที่สตรี
ที่สมรสแล้วจะต้องใช้นามสกุลของสามี ก็ปรากฎว่าในปัจจุบันกลับเป็นว่าสตรีที่สมรสแล้วจะเลือกใช้นามสกุล
ของสามีหรือคงใช้นามสกุลเดิมของตนและจะเปลี่ยนค าน าหน้านามหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจาก
ค าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๒๑/๒๕๔๖ ว่า พระราชบัญญัติชื่อบุคคลฉบับเดิมนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
หรือล่าสุด เช่นกรณีที่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ความผิดฐานท าให้แท้งลูก มาตรา ๓๐๑ และมาตรา
๓๐๕ เนื่องจากขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามค าวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔/๒๕๖๓ ท าให้ในปัจจุบันนี้
หญิงใดท าให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นท าให้ตนแท้งลูกในกรณีที่อายุครรภ์ไม่เกิน ๑๒ สัปดาห์ ก็ไม่ถือเป็น
ความผิดทางอาญาอีกต่อไป ตลอดจนบทยกเว้นความผิดตามมาตรา ๓๐๕ ก็เป็นไปโดยผ่อนคลายและยืดหยุ่นขึ้น
ด้วยเหตุผลจากความเปลี่ยนแปลงข้างต้นนี้เอง จึงมีแนวโน้มที่คู่ความในคดีจะมีการตั้งประเด็น
ิ
ื่
ื่
เพอโต้แย้งว่าบทบัญญัติกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพอให้ศาลที่พจารณา

