Page 2052 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2052
๒๐๓๔
ที่ ผู้ขับขี่จักรยานยนต์และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกที่จัดท าขึ้นโดยเฉพาะ พ.ศ. ๒๕๓๗) ออก
ตามความในมาตรา ๑๒๒ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก)
ล าดับที่ ๔ ค าสั่งทางปกครอง หรือการกระท าทางปกครอง ที่อาศัยอานาจตามพระราชบัญญัติ
ในล าดับที่ ๒ โดยตรง หรือโดยอาศัยอานาจของกฎหมายล าดับรองในล าดับที่ ๓ ก็ได้ เช่นการที่เจ้าพนักงาน
โบกรถให้รถในช่องทางใด ไปได้ก่อน หรือการเปิดปิดสัญญาณไฟจราจร ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก
มาตรา ๒๑ หรือค าสั่งเปรียบเทียบปรับ ตามประกาศส านักงานต ารวจแห่งชาติ เรื่อง การก าหนดจ านวน
ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบส าหรับความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒
การใช้อานาจต่าง ๆ ข้างต้นในแต่ละล าดับ จะต้องได้รับอานาจและความชอบธรรมมาจาก
กฎหมายในล าดับสูงกว่าลงมาเป็นทอด ๆ กฎหมาย กฎ หรือการกระท าใด ๆ อนเป็นการใช้อานาจรัฐย่อมไม่
ั
อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นแม่บทต้นทางแห่งความชอบธรรมนั้นได้
๒.๒ ความเป็นมาขององค์กรตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประเทศไทย
เมื่อรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นกฎหมายแม่บทซึ่งกฎหมายอนใด รวมถึงกฎเกณฑ์ในล าดับรองลงไป
ื่
ตลอดจนการกระท าซึ่งเป็นการใช้อานาจโดยหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นจะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
ไม่ได้แล้ว ปัญหาคือ ใครจะเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
องค์กรผู้ท าหน้าที่นี้ในประเทศต่าง ๆ นั้นอาจแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มประเทศที่ให้ศาลยุติธรรม
ิ
ท าหน้าที่เป็นผู้พจารณาปัญหาทางรัฐธรรมนูญ และ กลุ่มประเทศที่ให้มีศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พจารณาปัญหา
ิ
ทางรัฐธรรมนูญ
กลุ่มประเทศที่ให้ศาลยุติธรรมท าหน้าที่เป็นผู้พิจารณาปัญหาทางรัฐธรรมนูญ จะมี
แนวความคิดว่า ศาลยุติธรรมเป็นองค์กรที่ใช้อานาจตุลาการในการพจารณาพพากษาคดีทั้งปวง ย่อมมีอานาจ
ิ
ิ
ในการชี้ขาดในประเด็นดังกล่าวโดยถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายอย่างหนึ่ง แนวคิดนี้ได้รับอทธิพลมาจาก
ิ
ิ
ค าพพากษาศาลฎีกาสหรัฐเรื่องส าคัญ คือ คดี Mulberry V. Medison ซึ่งศาลฎีกาแห่งสหรัฐอเมริกาได้วาง
หลักการยืนยันอานาจการวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญโดยองค์กรศาลยุติธรรมไว้ว่า เมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติว่า
องค์กรใดมีอานาจวินิจฉัยปัญหาว่ารัฐบัญญัติขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐหรือไม่นั้นศาลที่พจารณาคดี
ิ
ย่อมมีอานาจวินิจฉัยด้วยเหตุผลที่ว่า การวินิจฉัยเช่นนี้เป็นอานาจตุลาการ เมื่อการกระท าที่ศาลเห็นว่าขัดหรือ
แย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ เป็นการกระท าของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารแล้ว จะส่งเรื่องนี้กลับไปให้ฝ่ายนิติบัญญัติ
หรือฝ่ายบริหารมิได้ จึงต้องให้ฝ่ายตุลาการซึ่งเป็นกลางเป็นผู้วินิจฉัย และศาลมีหน้าที่ใช้กฎหมายจึงอยู่ในฐานะ
ที่จะรู้ว่าสิ่งใดเป็นกฎหมายหรือไม่เป็นกฎหมาย เมื่อกฎหมายหรือการกระท านั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ สิ่งนั้นก็ไม่
ิ
ิ
ชอบด้วยกฎหมาย ค าพพากษาฉบับนี้ได้สร้างลักษณะพเศษสองประการ คือ ยืนยันความเป็นกฎหมายสูงสุด
ของรัฐธรรมนูญ และการชี้ว่าอ านาจในการตีความว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้น หากรัฐธรรมนูญ
4
มิได้ระบุให้เป็นขององค์กรใด ศาลย่อมมีอานาจในการพจารณาวินิจฉัย ส่วนใหญ่แล้วประเทศที่ให้ศาลฎีกา
ิ
อันเป็นศาลสูงสุดในศาลยุติธรรมเป็นผู้วินิจฉัยปัญหานี้ มักจะเป็นประเทศที่ไม่มีการแบ่งแยกศาลเป็นศาลระบบ
4 วิษณุ เครืองาม, กฎหมายรัฐธรรมนูญ, (กรุงเทพฯ : นิติบรรณการ, ๒๕๓๐), หน้า ๖๘๙ – ๖๙๐.

