Page 2181 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2181

๒๑๖๓






                                      เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี


                                      เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี

                                      เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี

                                      เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี

                                      เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี


                                      เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี

                                      เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี
                                      เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี

                                      เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
                                      เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส

                 จึงมี กองทุกข์ทั้งมวลนี้มีการเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้

                                                                                            ื่
                               ปฏิจจสมุปบาทเป็นหลักธรรมให้รู้จักคิดวิเคราะห์ถึงสาเหตุปัญหาเพอหาทางออก
                 อธิบายถึงการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดมีขึ้น

                 เป็นภาวะที่อาศัยกันเกิดขึ้น ซึ่งเป็นระบบการก าเนิดแห่งชีวิตที่เรียกว่า กฎแห่งชีวิต มีองค์ประกอบ
                 ๑๒ ประการ เกิดขึ้นต่อเนื่องจากต้นเหตุไปหาปลายเหตุ ที่ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี

                 ทั้งหลาย, เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี, เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี เป็นต้น
                 ไปจนถึงสุดท้ายเพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรามรณะ

                               ปฏิจจสมุปบาทเป็นการแสดงการเกิดและการดับสิ้นไปของกิเลส วงจรสายเกิด

                 เริ่มจากจิตไปกระทบสัมผัสวัตถุแล้วท างานต่อเนื่องเป็นวัฏจักร กิเลสเป็นปัจจัยให้เกิดกรรม กรรมท า
                 ให้เกิดวิบาก จิตจะจ าและตีความตามความเคยชินแล้วสะสมหรือผูกยึดไว้ในจิตใต้ส านึก กิเลสสะสม

                 มากขึ้นตามกระแสของเหตุปัจจัยต่าง ๆ กระแสแห่งเหตุมีกระบวนการผ่านช่องทางอายตนะ จึงมี
                 การแยกตัณหาตามอายตนะภายนอกด้วย ตัณหา ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา เราจึง

                 ได้ยินบ่อย ๆ ว่ากิเลสเกิดจากตัณหาและอุปาทาน ซึ่งก็มาจากหลักธรรมนี้ เริ่มต้นจากผัสสะ หมายถึง
                 การกระทบ เป็นจิตที่มีความรู้สึก จิตปรุงแต่งจะเกิดขึ้นมาจากการกระทบสัมผัสทางอายตนะทั้ง ๖

                 คือ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ เปรียบเหมือนการเสพยาเสพติดให้โทษ
                 ทางการดื่มกิน การสูดดมควัน การฉีดเข้าเส้นเลือด ทางแปะที่ผิวหนัง เวทนา เป็นจิตเสวยอารมณ์

                 รุนแรงที่ได้สัมผัส เสวยอารมณ์พอใจ ไม่พอใจ และวางเฉย (สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนา)
                 เมื่อได้เสพยาเสพติดให้โทษผู้เสพจะเกิดสุขเวทนา ยินดีพอใจในฤทธิ์ของยาเสพติดให้โทษ ตัณหา

                 เปรียบเหมือนคนเสพยาเสพติดให้โทษที่เสพแล้วติด ต้องการเสพอยู่ตลอดเวลา เป็นจิตปรุงแต่ง
                           ิ่
                 ต้องการเพมอยู่เรื่อย ๆ ไม่รู้ปล่อยวาง ไม่รู้จักค าว่าพอใจในการเสพ เป็นความอยากที่ถมไม่เต็ม
                                                                                    ิ
                 อุปาทาน หมายถึง การยึดติด ยึดมั่นถือมั่น ยึดว่าเป็นของตัว ขาดปัญญาพจารณาเหตุผลเสียสละ
   2176   2177   2178   2179   2180   2181   2182   2183   2184   2185   2186