Page 1529 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 1529
๑๕๑๖
มากขึ้น และอาจเกิดความเสียหายแก่คู่ความจนไม่อาจเยียวยาได้ทันท่วงที นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในเรื่อง
ิ
ี
ของความแน่นอนหรือแนวค าพพากษาหรือค าสั่งของศาลอกด้วย เช่น กรณีที่มีคดีหลายคดีเป็นเรื่อง
ิ
้
ิ
เดียวกันถูกฟองต่อศาลเดียวกัน แต่ละคดีเข้าสู่องค์คณะผู้พพากษาต่างกัน ผู้พพากษาแต่ละคณะก็อาจ
ตัดสินไปคนละทางตามที่เห็นสมควร กลายเป็นเรื่องผิดปกติของความยุติธรรม ท าให้ประชาชนเกิด
ิ
ความสับสนในการท าหน้าที่ของผู้พพากษาว่าค าพพากษาของศาลเดียวกันแท้ๆ แต่กลับไม่มีมาตรฐาน
ิ
ุ
เดียวกัน จนกระทั่งเมื่อมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทธศักราช ๒๕๕๐ จึงมีการแก้ไขกฎหมาย
ิ
ให้กลับมาใช้ระบบตรวจส านวนและร่างค าพพากษาแบบเดิมดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมิได้ถือว่าเป็นการ
ิ
ิ่
ิ
แทรกแซงการตัดสินคดีของผู้พพากษา แต่เป็นการเพมประสิทธิภาพค าพพากษาของศาลชั้นต้นให้ถูกต้อง
๒๒
และให้เกิดความละเอียดรอบคอบมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ในด้านความมีมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบของค าพพากษาของศาลชั้นต้นหรือความเป็น
ิ
ู่
เอกภาพของศาล เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนแก่คความและประชาชนทั้งหลาย อันอาจจะน ามาซึ่งความเสื่อม
ิ
ศรัทธาต่อสถาบันศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาลชั้นต้นซึ่งมิได้มีกองผู้ช่วยผู้พพากษาที่ท าหน้าที่
ุ
คอยตรวจสอบและกลั่นกรองดังเช่นในศาลอทธรณ์และศาลฎีกา และไม่มีระบบการประชุมใหญ่ดังเช่นใน
ุ
ศาลอทธรณ์และศาลฎีกา จึงท าให้ไม่อาจตรวจสอบความถูกต้อง ความชอบด้วยกฎหมาย และแนววินิจฉัย
๒๓
ิ
ุ
ของค าพพากษาหรือค าสั่งในศาลชั้นต้นได้ครบถ้วน การที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทธศักราช
ิ
ิ
๒๕๔๐ มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง บัญญัติให้การพจารณาพพากษาของผู้พพากษาไม่อยู่ภายใต้การบังคับ
ิ
บัญชาตามล าดับชั้น จึงก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องมาตรฐานของค าพพากษาของศาลอย่างที่ไม่เคยปรากฏ
ิ
ิ
ิ
มาก่อน ระบบการพจารณาพพากษาคดีของศาลชั้นต้นจึงยังมีความจ าเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบภายใน
ตามสายการบังคับบัญชาอยู่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทธศักราช ๒๕๕๐ จนถึงปัจจุบัน จึงมิได้
ุ
บัญญัติห้ามการตรวจสอบตามสายการบังคับบัญชา โดยได้มีการแก้ไขเพมเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
ิ่
ให้อ านาจแก่อธิบดีผู้พพากษาศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล และอธิบดีผู้พิพากษาภาค ในการดูแลคดีที่อยู่
ิ
ในศาลตนหรือในภาคของตนตามหลักการที่เคยมีมาแต่ดั้งเดิมก่อนที่จะใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ุ
ิ
ิ
พทธศักราช ๒๕๔๐ โดยให้อธิบดีผู้พพากษาศาลชั้นต้น ผู้พพากษาหัวหน้าศาล และอธิบดีผู้พพากษาภาค
ิ
ิ
ื่
มีอานาจเป็นองค์คณะลงลายมือชื่อเพอวินิจฉัยท าค าพพากษาหรือท าความเห็นแย้งในคดีใด ๆ ของศาลนั้น
๒๔
ได้หลังจากตรวจส านวน แม้จะมิได้ร่วมนั่งพิจารณาคดีด้วยก็ตาม
ิ
ิ
ื่
วัตถุประสงค์ของการให้อธิบดีผู้พพากษาภาคมีอานาจตรวจร่างค าพพากษาของศาลชั้นต้น ก็เพอ
ิ
ิ
ิ
ให้ผู้พพากษาผู้ใหญ่มีโอกาสสอนงานแก่ผู้พพากษาภายในภาคและคุมแนวค าพพากษาให้มีความเป็น
ิ่
ั
ิ
ิ
อนหนึ่งอนเดียวกัน ไม่ใช่ตรวจความถูกต้อง จึงจ าเป็นต้องให้ผู้พพากษาผู้ใหญ่ดูแลผู้พพากษารุ่นใหม่ที่เพง
ั
ิ
ิ
ื่
เข้าท าหน้าที่ เพอให้ผู้พพากษาสามารถเขียนค าพพากษาได้อย่างมีคุณภาพ แต่ผู้พพากษารุ่นใหม่มิใช่
ิ
ิ
คิดเพียงว่าเดี๋ยวก็มีคนมาตรวจ เลยเขียนไปแบบไม่ใส่ใจ ควรต้องสร้างแนวความคดให้ผู้พพากษาเขียนหรือ
ิ
๒๒ ธานินทร์ กรัยวิเชียร, “การปรับปรุงศาลยุติธรรม,” ดุลพาห ๕๕ (มกราคม – เมษายน ๒๕๕๑) เล่มที่ ๑, หน้า ๒๕.
๒๓ ธานินทร์ กรัยวิเชียร, “การปรับปรุงศาลยุติธรรม,” ดุลพาห ๕๕ (มกราคม – เมษายน ๒๕๕๑) เล่มที่ ๑,
หน้า ๒๘.
๒๔ เรื่องเดียวกัน, หน้า ๒๘.

