Page 2071 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2071

๒๐๕๓


                            ค าพิพากษาฎีกาที่ ๑-๓/๒๕๖๓ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.
                 ๒๕๔๒ มาตรา ๔๘ ถึง มาตรา ๕๙ หาได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้ ค าวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ว่าผู้ร้องอาจด าเนินการ
                                        ี
                 เกี่ยวกับทรัพย์สินได้โดยไม่มอายุความ เป็นการแปลความกฎหมายของศาลมิใช่เรื่องบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัด
                                                              ิ
                 หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ ส่วนการ
                 ด าเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินย้อนหลังไปก่อนวันที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.
                 ๒๕๔๒ จะมีผลใช้บังคับนั้น ได้มีค าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๔๐-๔๑/๒๕๔๖ วินิจฉัยว่า การด าเนินการ
                                            ิ
                 เกี่ยวกับทรัพย์สินเป็นมาตรการพเศษที่มีลักษณะเฉพาะทางแพงต่อทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระท าที่กฎหมาย
                                                                     ่

                 ก าหนดให้เป็นความผิดโดยตกเป็นของแผ่นดินได้ เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญให้อานาจในการตรากฎหมายจ ากัด
                 สิทธิและเสรีภาพ และเป็นการกระท าเท่าที่จ าเป็นและไม่กระทบกระเทือนสาระส าคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ
                 ของบุคคลแต่อย่างใด ซึ่งแม้เป็นการวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ก็เป็น
                 การวินิจฉัยเรื่องการมีผลบังคับใช้ของกฎหมาย ซึ่งหลักนิติธรรมที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

                  ุ
                 พทธศักราช ๒๕๖๐ รับรองคุ้มครอง มิได้เปลี่ยนแปลงยกเลิกไปจากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
                 พุทธศักราช ๒๕๔๐ รับรองคุ้มครอง เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญมีค าวินิจฉัยในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินี้แล้ว จึงไม ่
                 ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีก
                            อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีค าวินิจฉัยเกี่ยวกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น

                 ตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อนแล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมิได้บัญญัติในเรื่องดังกล่าวไว้ในลักษณะเดียวกัน
                                                                                         ่
                 ทุกประการ หรือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีการเพิ่มเติมหลักการขึ้นจากรัฐธรรมนูญฉบับกอนที่เคยมีค าวินิจฉัยไว้
                 ก็ไม่ถือว่าค าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับเดิมนั้นยังมีผลผูกพันอยู่

                            ส าหรับการตรวจสอบว่า กรณีที่คู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี
                 นั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เคยมีค าวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนั้นแล้วหรือไม่ ผู้พิพากษาที่พิจารณา
                 คดีนั้นจะต้องเป็นผู้ตรวจสอบด้วยตนเอง โดยส านักงานศาลรัฐธรรมนูญได้จัดท าระบบสืบค้นไว้ในเว็บไซต์ของ
                                                                                                         ั
                 ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ http://www.constitutionalcourt.or.th และส านักงานศาลยุติธรรมได้ประชาสัมพนธ์
                 ช่องทางดังกล่าวไว้ตามหนังสือเวียน ที่ ศย ๐๒๔ / ว ๘๙ (ป)

                                                          ิ

                            เมื่อศาลผู้ส่งค าโต้แย้งนั้น มีอานาจพจารณาในประเด็นว่า ค าโต้แย้งของคู่ความนั้นต้อง เป็นการ
                 โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ  และยังไม่มีค าวินิจฉัยของ
                 ศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนั้น ดังนั้นศาลจึงอาจพจารณาไม่ส่งค าโต้แย้งดังกล่าว ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ได้
                                                        ิ
                 หากพจารณาแล้วเห็นว่ากรณีไม่เข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา ๒๑๒ ข้างต้น ในกรณีนี้ ถ้าคู่ความที่ขอให้ส่ง
                      ิ
                 ความเห็นจะโต้แย้งดุลยพินิจของศาล จะสามารถอุทธรณ์ค าสั่งดังกล่าวได้หรือไม่ อย่างไร
                                                              ิ
                            หลักการอทธรณ์ค าสั่งใด ๆ ในกระบวนพจารณาของศาลยย่อมเป็นไปตามหลักที่ว่าอทธรณ์เมื่อ
                                                                                                   ุ
                                     ุ
                                                                                             ิ
                         ิ
                 ศาลมีค าพพากษาหรือค าสั่งที่ท าให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปจากศาล ตามประมวลกฎหมายแพ่งวิธีพจารณาความแพ่ง
                                                                                              ิ
                                                    ิ
                 มาตรา ๒๒๖ และประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๖ โดยมี แนวค าพพากษาศาลฎีกา
                 วินิจฉัยให้เหตุผลไว้ว่า เนื่องจากในกรณีที่คู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
                 นั้น หากศาลสั่งยกค าร้องไม่ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพจารณา ก็ไม่ถือว่าเป็นค าสั่งไม่รับหรือคืนค าคู่ความ
                                                               ิ
                 (ค าพพากษาฎีกาที่ ๒๒๗๓/๒๕๔๘ และ ๘๓๗๓/๒๕๕๓) เป็นผลให้คู่ความจะอทธรณ์ทันทีไม่ได้ หากประสงค์
                                                                                  ุ
                     ิ
                                                           ุ
                    ุ
                 จะอทธรณ์ต้องโต้แย้งค าสั่งนั้นไว้ก่อน จึงจะมีสิทธิอทธรณ์ได้ เนื่องจากค าสั่งของศาลดังกล่าวมิได้ท าให้คดีเสร็จ
   2066   2067   2068   2069   2070   2071   2072   2073   2074   2075   2076