Page 2069 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2069
๒๐๕๑
ิ
หรือศาลฎีกายังมิได้มีค าสั่งว่าจะรับอุทธรณ์หรือฎีกาไว้พจารณาหรือไม่นั้น ประเด็นข้อกฎหมายจึงมีแต่เพยงว่า
ี
ุ
ิ
ื่
ศาลจะรับอทธรณ์หรือฎีกาของคู่ความไว้พจารณาหรือไม่ ดังนั้นปัญหาข้อกฎหมาย เรื่องอน ๆ เช่นบทบัญญัติ
ื่
ิ
แห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาแห่งคดี หรือกระบวนพจารณาอนที่เสร็จสิ้นไปแล้ว จึงมิใช่บทบัญญัติแห่ง
กฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๒ ส าหรับกระบวนพจารณาระหว่างการยื่น
ิ
อุทธรณ์หรือฎีกานี้
ซึ่งกรณีนี้มีแนวค าสั่งค าร้องและค าพพากษาฎีกาวินิจฉัยที่ใกล้เคียงกับเรื่องนี้ไว้วินิจฉัยว่า ในกรณี
ิ
ที่คู่ความจะโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอุทธรณ์ฎีกานั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญว่าเป็นบทบัญญัติ
ุ
ุ
ที่จ ากัดสิทธิในการอทธรณ์ฎีกา คู่ความจะต้องโต้แย้งก่อนที่ศาลจะมีค าสั่งไม่รับอทธรณ์หรือฎีกานั้นเป็นที่สุด
ิ
ุ
(ค าสั่งค าร้องศาลฎีกาที่ ๑๒๐๑/๒๕๔๒, ค าพพากษาฎีกาที่ ๑๐๐๔/๒๕๔๒) เมื่อหากมีค าสั่งไม่รับอทธรณ์หรือ
ฎีกาแล้วก็ไม่ถือว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะส่งค าร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยได้
ิ
ในกรณีที่คดีอยู่ในการพจารณาของศาลอทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้ว การสั่งค าร้องดังกล่าวจะอยู่ใน
ุ
อานาจของศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาแล้วแต่กรณี เคยมีค าสั่งศาลรัฐธรรมนูญกรณีจ าเลยยื่นค าร้องต่อศาลชั้นต้น
ั
ในระหว่างรอฟงค าพพากษาศาลฎีกาขอให้ส่งค าโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ
ิ
และศาลชั้นต้น (ศาลอาญา) มีค าสั่งให้ส่งค าโต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า
เมื่อคดีของจ าเลยอยู่ระหว่างการพจารณาของศาลฎีกา ดังนั้นศาลอาญาจึงมิใช่ศาลที่จะใช้บทบัญญัติแห่ง
ิ
กฎหมายที่จ าเลยโต้แย้งบังคับแก่คดี กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ของมาตรา ๒๑๒ วรรคหนึ่ง ที่ศาลรัฐธรรมนูญ
จะรับไว้วินิจฉัยได้ (ค าสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ ๗๐/๒๕๖๑) และมีค าสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๒๖/๒๕๖๒ วินิจฉัยไว้
ุ
ในแนวทางเดียวกันแต่เป็นกรณีของคดีที่อยู่ระหว่างการพจารณาของศาลอทธรณ์ ในการนี้จึงมีค าแนะน าตาม
ิ
ิ
หนังสือเวียนของส านักงานศาลยุติธรรมที่ ศย ๐๒๔ / ว ๘๙ (ป) ว่า กรณีที่คดีอยู่ในระหว่างการพจารณาของ
ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นนั้นรีบด าเนินการส่งค าร้องไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา เพื่อพิจารณา
สั่งค าร้องของผู้ร้องโดยเร็ว
่
อนึ่ง มีข้อพจารณาว่า เมื่อคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแกคดีนั้นขัด
ิ
ิ
หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญในระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างการพจารณาของศาล มีปัญหาว่า กรณีนี้จะถือเป็นค าขอที่
ั
ื่
ี
ศาลต้องให้คู่ความอกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอื่น ๆ มีโอกาสคัดค้าน หรือต้องฟงคู่ความอกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอน
ี
ๆ ก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๑ (๒) และ (๓) หรือไม่ หากพิจารณาจากถ้อยค า
ในมาตราดังกล่าวแล้วเห็นว่า กฎหมายใช้ถ้อยค าว่า “...(๒) ถ้าประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้ว่า ค าขออนใด
ั
ี
ื่
จะท าได้แต่ฝ่ายเดียวห้ามมิให้ศาลท าค าสั่งในเรื่องนั้น ๆ โดยมิให้คู่ความอกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอน ๆ มีโอกาส
คัดค้านก่อน...” และ “...(๓) ถ้าประมวลกฎหมายนี้บัญญัติไว้ว่า ค าขออนใดอาจท าได้แต่ฝ่ายเดียวแล้ว ให้ศาล
ั
ั
ี
มีอานาจที่จะฟงคู่ความอกฝ่ายหนึ่งหรือคู่ความอน ๆ ก่อนออกค าสั่งในเรื่องนั้น ๆ ได้...” ซึ่งค าร้องขอให้ส่งค า
ื่
่
ิ
โต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญพจารณาวินิจฉัยนี้มิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพจารณาความแพงหรือ
ิ
กฎหมายใดว่าเป็นค าขอที่จะท าได้ หรืออาจท าได้ฝ่ายเดียวแล้ว ก่อนศาลจะสั่งค าร้องดังกล่าว จึงอาจต้องให้
ตามป.วิ.พ.มาตรา ๒๐๑ ประกอบด้วยมาตรา ๑๔๗ วรรคสอง แม้โจทก์จะยื่นฟ้องคดีนี้ก่อนจ าเลยยื่นอุทธรณ์ ก็ต้องห้ามมิให้
โจทก์ยื่นค าฟ้องเรื่องเดียวกันต่อศาลเดียวกัน หรือต่อศาลอื่นตามป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๓ (๑) ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน

