Page 2068 - บทความทางวิชาการหลักสูตร ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล รุ่นที่ 21
P. 2068
๒๐๕๐
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ก็มีบัญญัติไว้เพียงในมาตรา ๔๑ วรรคสอง
ว่า “...การด าเนินการตาม (๒) ให้ส่งความเห็นหรือค าโต้แย้งของคู่ความพร้อมด้วยเหตุผลไปยังส านักงานศาล
ิ
ื่
ยุติธรรม ส านักงานศาลปกครอง หรือกรมพระธรรมนูญ แล้วแต่กรณี เพอส่งให้ศาลพจารณาวินิจฉัย” เท่านั้น
ิ
ดังนั้นหลักเกณฑ์การด าเนินกระบวนพจารณาและการวินิจฉัยเรื่องนี้ จึงอาศัยตัวบทในรัฐธรรมนูญประกอบ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นส าคัญ
ิ
ทั้งนี้ ปัญหาแรกที่จะต้องพจารณา คือ คู่ความสามารถโต้แย้งเพื่อให้ศาลส่งค าโต้แย้งไปให้ศาล
รัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ในระหว่างกระบวนพิจารณาใดบ้าง
แม้ว่าในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะ
ิ
ไม่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง แต่เมื่อพจารณาจากความในมาตรา ๒๑๒ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ...ถ้าศาลเห็นเอง
ิ
ื่
หรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผล ฯลฯ ... ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพอวินิจฉัย
ในระหว่างนั้น ให้ศาลด าเนินการพิจารณาต่อไปได้แต่ให้รอการพพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคาวินิจฉัยของ
ิ
ศาลรัฐธรรมนูญ และวรรคสามที่ว่า ค าวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบต่อค า
พพากษาของศาลอนถึงที่สุดแล้ว... ก็ท าให้พอเข้าใจได้ว่าคู่ความจะต้องโต้แย้งปัญหานี้ ในระหวางที่ศาลใด
่
ั
ิ
ี
่
ศาลหนึ่งพิจารณาคดี ก่อนที่ศาลนั้นจะมค าพิพากษา และคดีนั้นจะต้องยังไมถึงที่สุดด้วย เพราะมิเช่นนั้นค า
วินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก็จะไม่มีผลผูกพันใดต่อคดีนั้น
ิ
ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายวธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑ ก าหนดนิยามค าว่า “การพจารณา”
ิ
ิ
หมายความว่า “กระบวนพจารณาทั้งหมดในศาลใดศาลหนึ่งก่อนศาลนั้นชี้ขาดตัดสินหรือจ าหน่ายคดีโดย
ค าพิพากษาหรือค าสั่ง”
ิ
ุ
ดังนั้น หากเป็นกรณีที่คดีอยู่ระหว่างการพจารณา ไม่ว่าจะในศาลชั้นต้น ศาลอทธรณ์ หรือศาล
ิ
ฎีกา คู่ความย่อมใช้สิทธิโต้แย้งตามมาตรา ๒๑๒ ได้ แต่ถ้าคดีนั้นมีค าพพากษาของศาลชั้นใดชั้นหนึ่งแล้ว เช่น
ิ
ิ
ุ
ศาลชั้นต้นมีค าพพากษา อยู่ระหว่างการอทธรณ์ค าพพากษา คู่ความจะโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัด
หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้หรือไม่
ุ
ุ
หากคดีนั้นอยู่ระหว่างระยะเวลาที่อทธรณ์หรือฎีกาได้ แต่คู่ความฝ่ายใดมิได้ยื่นอทธรณ์หรือฎีกา
้
หากเทียบแนวค าพพากษาศาลฎีกาในเรื่องฟองซ้อนก็ถือมิได้ว่ากรณีดังกล่าวอยู่ในระหว่างพจารณา (ค าพพากษา
ิ
ิ
ิ
ฎีกาที่ ๕๓๖๔/๒๕๓๘ ) แต่ถ้าระหว่างนั้นคู่ความได้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาก็จะถือว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา
15
16
ุ
ุ
(ค าพพากษาฎีกาที่ ๘๔๕๐/๒๕๓๘ ) แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระหว่างการอทธรณ์หรือฎีกาที่ศาลอทธรณ์
ิ
15 ค าพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๖๔/๒๕๓๘ คดีก่อนศาลชั้นต้นพิพากษายกฟองโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทกมอบอ านาจให้ ข. ฟ้องคดี
์
้
แทน แต่หนังสือมอบอ านาจไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ย่อมฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ ข.จึงไม่มีอ านาจฟ้องคดีแทนโจทก์ โดยยัง
ไม่ได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีข้ออื่น ดังนั้น ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นการด าเนินกระบวนพิจารณาซ้ ากับคดีก่อนตามป.วิ.พ.มาตรา
๑๔๔ เมื่อขณะที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ถึงแม้คดีก่อนจะยังอยู่ภายในก าหนดระยะเวลาอุทธรณ์ แต่คู่ความก็มิได้ยื่นอุทธรณ์จึงถือไม่ได้ว่า
คดีก่อนนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนอันต้องห้ามตามป.วิ.พ.มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑)
16 ค าพพากษาฎีกาที่ ๘๔๕๐/๒๕๓๘ โจทก์เคยฟ้องจ าเลยให้ชาระค่าใชจ่ายในการด าเนินคดีและค่าทนายความเรื่องเดียวกัน
ิ
้
กับคดีนี้มาก่อน แต่โจทก์ขาดนัดพิจารณาและศาลสั่งให้จ าหน่ายคดีจากสารบบความ ค าสั่งจ าหน่ายคดีของศาลดังกล่าว คู่ความ
ยังอาจอุทธรณ์ค าสั่งได้ และจ าเลยยื่นอทธรณ์ค าสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว จึงต้องถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์
ุ

